fdalogo03.gifส ำ นั ก ง า น ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร อ า ห า ร แ ล ะ ย า กองควบคุมวัตถุเสพติด
การใช้ยาน้ำแก้ไอผสมโคเดอีนในทางที่ผิด

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับยาแก้ไอ ยาแก้ไอสามารถแบ่งตามลักษณะการออกฤทธิ์ ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ - ประเภทยากดการไอ - ประเภทยากำจัดเสมหะ 1. ยากดการไอ มีฤทธิ์กดการไอ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.1 ยาแก้ไอที่มีฤทธิ์ทำให้เสพติด (NARCOTIC ANTITUSSIVES) เป็นยาแก้ไอที่มีฤทธิ์ กดอาการไอ ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดการเสพติด ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ CODEINE , OPIUM (ในรูป OPIUM TINCTURE ซึ่งเตรียมเป็น CAMPHORATED OPIUM TINCTURE) , HYDROCODONE เป็นต้น 1.2 ยาแก้ไอที่ไม่มีฤทธิ์ทำให้เสพติด (NON-NARCOTIC ANTITUSSIVES) เป็นยาแก้ไอที่มีฤทธิ์กดการไอ แต่ถ้าใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะไม่เกิดการเสพติด ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ DEXTROMETHORPHAN , NOSCAPINE , BENZONATATE เป็นต้น 2. ยากำจัดเสมหะ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 2.1 ยาขับเสมหะ (EXPECTORANT) ออกฤทธิ์โดยกระตุ้นเซลบริเวณเยื่อบุทางเดินหายใจให้มีปริมาณของ สารคัดหลั่งบริเวณหลอดลมเพิ่มขึ้นหรือออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทรับความรู้สึกที่กระเพาะอาหาร ทำให้เกิดกลไก การตอบสนองซึ่งส่งผลให้มีการหลั่งน้ำและเมือกเพิ่มขึ้น จึงช่วยให้เสมหะเหนียวน้อยลง และการหดตัวบริเวณกล้ามเนื้อ ทรวงอกและหน้าท้อง ทำให้เสมหะถูกดันออกมาได้ง่ายขึ้น ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ GUAIPHENESIN , AMMONIUM CHLORIDE, IPECACUANHA, POTASSIUM IODIDE , HYDRIODIC ACID และ IODINATED GLYCEROL 2.2 ยาละลายเสมหะ (MUCOLYTIC) ออกฤทธิ์โดยทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลในเสมหะ ทำให้ เสมหะมีลักษณะใสขึ้นจึงถูกขับออกจากหลอดลมได้ง่ายขึ้นหรือไอเพื่อกำจัดเสมหะออกไปจากหลอดลมได้ง่ายขึ้น ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ BROMHEXINE , AMBROXOL , ACETYLCYSTEINE และ METHYLCYSTEINE ยาแก้ไอที่เป็นปัญหาสำคัญในปัจจุบันนี้ ได้แก่ ยาแก้ไอที่มีฤทธิ์ทำให้เสพติด (NARCOTIC ANTITUSSIVES) และที่พบว่ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างแพร่หลาย ก็คือ" ยาแก้ไอที่มีโคเดอีน เป็นส่วนผสม " ซึ่งพบมากในรูปแบบที่เป็น "ยาน้ำ" ยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีน (Codeine) เป็นส่วนผสม โคเดอีน เป็นสารประกอบจำพวกอัลคาลอยด์(Alkaloid) ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในฝิ่น(Opium) แต่มีปริมาณ น้อยมากจนไม่สามารถผลิตเพื่อใช้ในทางพาณิชย์ได้ ปัจจุบันโคเดอีนส่วนใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยาเป็นโคเดอีน ที่ผลิตมาจากมอร์ฟีน (Morphine) โดยวิธี Methylation ที่ Phenolic hydroxyl group ของมอร์ฟีน เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในโมเลกุลเพียงเล็กน้อย ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของโคเดอีขจ่างเหมือนกับมอร์ฟีน โคเดอีนเป็นในกลุ่มโอปิออยด์(Opioid) ใช้เป็นยาแก้ปวดและระงับอาการไอ ยาส่วนใหญ่จะถูกทะลายที่ตับ และขับถ่ายทางปัสสาวะ บางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นมอร์ฟีนได้ในร่างกาย จึงสามารถตรวจพบมอร์ฟีนได้ในปัสสาวะ โคเดอีนจัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เนื่องจากออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้บรรเทาอาการปวดหรือระงับอาการไอได้ จึงมีการนำมาใช้ในทาง การแพทย์โดยใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้ไอ ในรูปแบบทางเภสัชภัณฑ์ต่างๆ เช่น ยาแก้ไอชนิดเม็ด ชนิดแคปซูลและ ชนิดน้ำ จนถึงปัจจุบันนี้บริษัทผู้ผลิตได้มีการผลิตยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม และนำมาขึ้นทะเบียนตำรับเป็น ยาเสพติดประเภท 3 แล้วทั้งสิ้นประมาณ 58 ตำรับ ในจำนวนนี้เป็นยาแก้ไอๆชนิดน้ำประมาณ 23 ตำรับ ขนาดการใช้ สำหรับยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม มีขนาดรับประทานเพื่อบรรเทาอาการไอสำหรับผู้ใหญ่ คือ 10 - 20 mg. ทุก 4 - 6 ชม. ขนาดรับประทานสูงสุด คือ 120 mg. ใน 1 วัน สำหรับเด็กให้รับประทานได้ในขนาด 250 ug. ต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ทุก 4 - 6 ชม. การใช้ยานี้ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง อ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้ยา ทุกครั้งอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หลังการรับประทานยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ใจสั่น มึนงง หายใจและถ่ายปัสสาวะลำบาก และเกิดอาการคันหรือแพ้ยาได้ ข้อควรระวังในการใช้ - การใช้ยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสมติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการดื้อยา ต้องใช้ขนาดของยาสูงขึ้นและเกิดภาวะติดยาได้ จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเกิน 7 วัน - ฤทธิ์ของยาอาจทำให้ง่วงซึม ไม่ควรรับประทานยานี้ร่วมกับเครื่องดื่ม อาหารหรือยาที่มี แอลกอฮอล์ผสมอยู่ ผู้ใช้ยาไม่ควรขับขี่ยานยนต์หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกลเพราะอาจก่อให้เกิดอันตราย ขณะเดินทางหรือปฏิบัติงานได้ - เนื่องจากยานี้มีฤทธิ์กดศูนย์การหายใจด้วย จึงไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ ผู้เป็นโรคหอบหืด หรือมีอาการหายใจลำบาก เพราะอาจเป็นอันตรายได้ และ - ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี อย่างเด็ดขาด นอกจากแพทย์สั่ง การควบคุมตามกฎหมาย ยาแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม จัดเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 ตามพระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งกฎหมายระบุห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือ ส่งออก เว้นแต่ได้รับอนุญาต การกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติดังกล่าว ถือเป็นความผิดมีบทลงโทษดังนี้ - ผลิตหรือนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตมีบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ - จำหน่ายหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต มีบทลงโทษ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัญหาการใช้ยาในทางที่ผิด จากการที่โคเดอีนมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง อาการไม่พึงประสงค์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ การมึนงง ถ้าใช้ยาในขนาดสูงจะทำให้มีอาการเคลิ้มฝัน (EUPHORIA) ด้วยเหตุนี้จึงพบว่ามีการนำยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็น ส่วนผสมไปใช้ในทางที่ผิด โดยนำไปผสมกับเครื่องดื่มเพื่อให้บริการลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่น การระบาดในลักษณะนี้พบมากที่จังหวัดต่างๆบริเวณชายแดนของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ การใช้ยาในทางที่ผิดก่อให้เกิดปัญหาด้านต่างๆไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพของผู้เสพเองหรือปัญหาแรงงานสูญเปล่า เนื่องจากเมื่อเสพติดแล้วผู้เสพ จะมึนซึมไม่ประกอบอาชีพการงานใด ๆ และเมื่อต้องการเงินเพื่อซื้อยามาเสพปัญหาอื่น ๆ ก็จะตามมา ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม การแก้ไขปัญหา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพียรพยายามอย่างยิ่งที่จะป้องกันและแก้ไขปํญหาการระบาดของ ยาน้ำแก้ไอโคเดอีนเป็นส่วนผสม โดยเพิ่มความเข้มงวดกวดขันในการตรวจสอบการกระจายของยาน้ำแก้ไอ ๆ ดังกล่าว ขณะเดียวกันก็ได้ขอความร่วมมือไปยังผู้เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ เช่น ขอความร่วมมือบริษัทผู้ผลิตและผู้นำเข้าให้เพิ่มความระมัดระวังในการจำหน่ายยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็น ส่วนผสม โดยห้ามจำหน่ายให้กับร้านขายยาที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 3 หรือผู้หนึ่งผู้ใด ที่ประสงค์จะซื้อไปเพื่อขายต่อหรือเสพ โดยมิได้หวังผลด้านการบำบัดรักษาอย่างแท้จริง และขอให้เพิ่มความระมัด ระวังเป็นพิเศษสำหรับการจำหน่ายยาดังกล่าวในพื้นที่เสี่ยง เช่น จังหวัดต่างๆบริเวณใกล้ชายแดนของประเทศ ถึงแม้จะเป็นร้านที่มีใบอนุญาตจำหน่าย ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 3 แล้วก็ตาม ขอความร่วมมือเภสัชกรผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการของร้านขายยาที่มีใบอนุญาตจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษ ประเภท 3 ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้ควบคุมดูแลการจำหน่ายโดยคำนึงถึงความถูกต้องตามหลักวิชาการและจรรยาบรรณ ในการประกอบโรคศิลปะด้วย ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้สอดส่องดูแลและเฝ้าระวังการจำหน่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนภูมิภาค เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สมาคมและชมรมต่าง ๆ จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการใช้ยาน้ำแก้ไอที่มี โคเดอีนเป็นส่วนผสมเพื่อให้เกิดประโยชน์ในการบำบัดรักษา และสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนรู้จักระมัดระวังมิให้เกิด ความเสี่ยงในการติดยาดังกล่าว นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการรั่วไหลของยาน้ำแก้ไอผสมโคเดอีนจากตลาดที่ถูกกฎหมายไปสู่ตลาดมืด ของยาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้ประกอบการผลิต นำเข้า และขายส่งยาน้ำ แก้ไอผสมโคเดอีน จัดทำข้อกำหนดการปฏิบัติ (Code of Conduct) ในการจำหน่ายยาน้ำแก้ไอที่มีโคเดอีนเป็นส่วนผสม ขึ้นมา เพื่อให้ยึดปฏิบัติร่วมกัน โดยข้อกำหนดการปฏิบัตินี้จะมีกลไกลในการป้องกันการรั่วไหลและการร่วมมือ ประสานงานระหว่างผู้ประกอบการแลัเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งได้ทำพิธีลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2542 และมีผลนับจากวันลงนามเป็นต้นไป

 
สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อกองควบคุมวัตถุเสพติด