การใช้ยาในเด็ก

                มีคำถามกันเสมอ ๆ ว่า ยาผู้ใหญ่จะให้แก่เด็กได้ไหม เรื่องนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ร่างกายของเด็กยังอ่อนมาก อวัยวะต่าง ๆ ที่จะกำจัดยาออกจากร่างกายยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เมื่อให้ยาแก่เด็กแล้ว เด็กจะตอบสนองต่อยาเร็วกว่า ผู้ใหญ่มาก ดังนั้น การใช้ยาในเด็กจึงต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเด็กแรกเกิด หรือเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ถ้าไม่รู้จักยา หรือแพทย์ไม่ได้แนะนำแล้ว ไม่ควรใช้เองโดยเด็ดขาด หากใช้ก็ควรปรึกษาผู้รู้ เพราะแม้แต่ แพทย์เองก็จะ ใช้ยาแก่เด็กเมื่อจำเป็นและ รู้อาการแน่นอนเท่านั้นเด็กแบ่งตามอายุ ได้ดังนี้

  1. เด็กแรกเกิด (New born) หมายถึง เด็กแรกคลอดถึง 4 สัปดาห์
  2. เด็กอ่อนหรือทารก (Infant) หมายถึง เด็กแรกคลอดถึง 1 ขวบ
  3. เด็กเล็ก หมายถึง เด็ก 1 ขวบ ถึง 6 ขวบ
  4. เด็กโต หมายถึง เด็ก 6 ขวบ ถึง 12 ขวบ
                ตามหลักวิทยาศาสตร์การแพทย์ของตะวันตกจัดให้เด็กที่อายุเกิน 12 ปีขึ้นไป ถือว่าร่างกายทำงานได้ดีเท่าผู้ใหญ่ สามารถใช้ยาต่าง ๆ เหมือนผู้ใหญ่ทุกประการ

ทำไมการใช้ยาในเด็กจึงแตกต่างจากผู้ใหญ่ ?
     พิจารณาสาเหตุได้ดังนี้

  1. ในแง่การดูดซึมยาเข้าร่างกาย
                    ระบบการดูดซึมของเด็กต่างจากผู้ใหญ่ ยกตัวอย่างเช่น
                    - ปกติสภาวะในกระเพาะอาหาร จะมีฤทธิ์เป็นกรดทำให้ดูดซึมยาที่เป็นกรดอ่อนได้ดี แต่เด็กแรกเกิด กระเพาะอาหารจะมีความเป็นกรดน้อยมาก เนื่องจากเด็กกลืนน้ำคร่ำเข้าไป ทำให้การดูดซึมยาที่เป็นกรดอ่อนไม่ดี เท่าที่ควร แต่จะดูดซึมยาที่เป็นด่างอ่อนได้ดีกว่าผู้ใหญ่ ซึ่งเด็กจะค่อย ๆ พัฒนาให้การสร้างกรดเกลือในกระเพาะ อาหาร การดูดซึมยาก็จะเหมือน กับผู้ใหญ่ในที่สุดเมื่ออายุ 2 ขวบ
                    - กระเพาะอาหารของเด็กอ่อนจะบีบตัวมากกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ยาที่เป็นกรดอ่อน ซึ่งปกติ ดูดซึมได้ดี ดูดซึม ได้น้อยลง การบีบตัวของกระเพาะอาหารเด็กจะเหมือนกับผู้ใหญ่ เมื่ออายุได้ 6 เดือน
                    - เด็กที่คลอดก่อนกำหนดมักมีการดูดซึมยาที่ผิดปกติ เช่น ดูดซึมวิตามินบี 2 ได้น้อยกว่าเด็กที่คลอดปกติ
                    - เด็กมีชั้นของผิวหนังที่บอบบางกว่าผู้ใหญ่มากมาย การใช้ยาทางผิวหนัง จึงดูดซึมได้ง่ายกว่า
  2. ในแง่การเผาผลาญทำลายยาและการขับถ่ายออกของยา
                    ตับและระบบเอ็มไซม์ที่จำเป็นต่อกระบวนการนี้ของเด็กยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้ขจัดยาได้ไม่ดี เช่น ยาคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) อาจทำให้เด็กเกิดอาการตัวซีดเทา เพราะขาดออกซิเจน เรียกว่า Gray Syndrome
                    ส่วนการทำงานของไตจะทำงานได้ดีเท่าผู้ใหญ่ก็เมื่ออายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี นอกจากนี้ น้ำปัสสาวะของเด็ก แรกเกิดจะมีความเป็นกรดมากกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลให้ขับถ่ายยาได้ต่างจากผู้ใหญ่อีกด้วย
  3. มีน้ำหนักตัว ส่วนสูง พื้นที่ผิวของร่างกาย
                    เด็กจะมีน้ำหนักตัว ส่วนสูง พื้นที่ผิวของร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่ ฉะนั้นขนาดยาของเด็กจึงควรน้อยกว่า ของผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมักคิดขนาดยาของเด็กจากพื้นที่ผิว หรือน้ำหนักของร่างกาย แล้วนำมาเทียบส่วนกับร่างกาย ผู้ใหญ่
                    อย่างไรก็ตาม ขนาดยาที่คิดได้ก็ต้องคำนึงถึง อายุ ความสมบูรณ์ของอวัยวะ ของเหลวและ เกลือแร่ใน ร่างกาย ผลทางสรีรวิทยาของยานั้น รวมทั้งภาวะของโรคนั้น ๆ ด้วย

    ยาที่ควรระวังเมื่อใช้กับเด็ก

    1. กลุ่มยาปฏิชีวนะและยาซัลฟา
                      ยาปฏิชีวนะ เรียกกันทั่วไปว่า ยาแก้อักเสบ ที่ใช้กันในเด็ก ได้แก่ กลุ่มเพนิซิลลิน เช่น เพน-วี แอมพิซิลลิน อิธิโธรมัยซิน (Erythromycin) นิยมทำเป็นรูปผงแห้ง ก่อนผสมน้ำต้องเคาะขวดให้ผงยา ไม่เกาะติดกัน และใช้น้ำสุกที่เย็นแล้ว เติมลงไปให้ได้ระดับขีดที่ข้างขวดยา เขย่าให้เข้ากันจึงใช้ได้ และ รับประทานยาตามขนาด เวลาให้ถูกต้องและรับประทานยาติดต่อกันจนหมดขวดนั้น แม้ว่าอาการจะดี ขึ้นบ้างก่อนยาหมดก็ตาม แต่ถ้าแพ้ยา เช่น มีผื่นขึ้นหลังกินยา ให้หยุดยาทันที และห้ามใช้ยาชนิดนั้นอีก
                      ยาปฏิชีวนะที่ห้ามใช้ในเด็ก ได้แก่ คลอแรมเฟนิคอล และเตตร้าซัยคลิน มีการเข้าใจผิดนำไป ใช้เป็นยาลดไข้ ซึ่งนอกจากไม่ได้ผลแล้ว ยังอันตรายอีกด้วย
      1. ยาคลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol)
                        เนื่องจากระบบการทำลายยาของเด็กยังไม่ดีนัก และยานี้มีอันตรายเพราะไปกดไขกระดูก ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือด จึงทำให้เกิดโรคโลหิตจาง และยังมีโอกาสทำให้เกิดกลุ่มอาการเกรย์ ซินโดรม (Gray syndrome) ได้ คือ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจหอบ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเทา หรือเขียวคล้ำ และอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้
      2. ยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines)
                        มีสรรพคุณเป็นยาปฏิชีวนะที่ใช้ฆ่าเชื้อโรค รักษาแผลอักเสบ ฝี หนอง ห้ามใช้ในเด็กเพราะ มีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน จะทำให้ฟันเหลืองถาวร ถ้ากินยานี้มาก ๆ และนาน ๆ ฟันจะเป็นสีน้ำตาลดำ และมีผลทำให้การเจริญเติบโตของสมองในเด็กเล็กผิดปกติด้วย มีผลต่อกระดูก หรือทำให้กระดูกไม่แข็งแรงยิ่งไป กว่านั้น ถ้าใช้ยา "เตตร้าซัยคลิน" ที่ชื้น เสีย หรือที่หมดอายุแล้ว จะทำให้เกิด ไตวายได้ จึงไม่ควรใช้ยาเตตร้าซัยคลินกับเด็กที่เล็กกว่า 8 ขวบ
      3. ยาซัลฟา (Sulfa)
                        ไม่ว่าซัลฟาเดี่ยว ๆ เช่น ซัลฟา ไดอะซีน (Sulfa diazine) หรือ สูตรผสม เช่น โคไตรมอก ซาโซล (Cotrimoxazole) ฯลฯ ปกติไม่นิยมให้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน เพราะยาซัลฟาจะไปไล่ที่สาร ชนิดหนึ่งในร่างกายที่เรียกว่า บิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเกาะอยู่กับโปรตีนในเลือด ทำให้เลือดมีปริมาณ บิลิรูบินอิสระมากกว่าปกติ เด็กจะมีอาการคล้ายดีซ่าน คือ ตัวซีดเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลือง และเป็นฟอง ถ้าบิลิรูบินมีมาก จะทำให้สมองเสื่อมและปัญญาอ่อน เรียกว่า Kernicterus
    2. ยาลดไข้
      1. ยาแอสไพริน สำหรับเด็ก (Baby Aspirin)
                        มักจะเป็นเม็ดสีชมพูหรือสีขาว ยานี้ระคายเคืองกระเพาะอาหาร จึงควรให้เด็กกินหลัง อาหาร ทันที หรือกินร่วมกับนมก็ได้ ยานี้ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีข้อเสีย คือ ยาเสื่อมสลายง่ายเมื่อโดน ความชื้น, แสงแดด, ความร้อน (ถ้าดมแล้วมีกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายน้ำส้มสายชู หรือมีผลึกรูปเข็มเกาะ ตามเม็ดยา แสดงว่า ยาเสื่อม) ควรได้รับยาตามขนาด และเวลาตามที่แพทย์สั่ง ถ้าได้รับยาน้อยไป การรักษาก็ ไม่ได้ผลถ้าได้รับมากเกินขนาด แทนที่ไข้จะลด ไข้กลับสูงขึ้นอีกโดยเฉพาะในเด็กเล็ก
        พ่อแม่บางคนคิดว่าไม่ได้ผล จึงให้ยาเพิ่มอีก ทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น และอาจทำให้เกิดกลุ่มอาการ
        ที่เรียกว่า "Reye's syndrome" คือมีอาการท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ตับโต และมีข้อห้ามใช้ในเด็ก
        ที่สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออก หรือมีไข้จากไข้หวัดใหญ่ และไข้อีสุกอีใส
      2. พาราเซตามอล (Paracetamol)
                        มักทำเป็นน้ำเชื่อม อาจเป็นชนิดหยด สำหรับเด็กเล็ก หรือชนิดไซรัป สำหรับเด็กโต ปกติ ยานั้นมีรสขม จึงควรเลือกชนิดที่มีรสชาติอร่อยไม่ขม ยานี้มีข้อดีคือ ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แต่ถ้าใช้เกินขนาดและติดต่อกันนานเกิน 10 วัน อาจมีผลเสียต่อตับได้
      3. ยาลดไข้อีกกลุ่มหนึ่ง
                        คือ ไดไพโรน (Dipyrone) หรือ ซัลไพริน (Sulpyrine) หรือ เมตาไมซอล (Metamizol) มีอันตรายสูง ไม่ควรนำมาใช้ในเด็ก มีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดความผิดปกติของเม็ดเลือด ภาวะ เม็ดเลือดขาวต่ำ โลหิตจาง ซึ่งทำให้เด็กถึงตายได้
                      ข้อแนะนำในการใช้ยาลดไข้กับเด็ก
                      ควรเลือกใช้ยาชนิดที่ปลอดภัยแก่เด็ก ให้เด็กรับประทานยาทุก 4- 6 ชั่วโมง ถ้าไข้ยังไม่ลดให้ซ้ำ ได้อีกทุก 4 - 6 ชั่วโมง แต่ถ้าอาการไข้ไม่ลดภายใน 2 วัน ก็ควรไปโรงพยาบาลพบแพทย์ นอกจาก การใช้ ยาลดไข้แล้ว ควรเช็ดตัวเด็กด้วยน้ำเย็น หรือน้ำธรรมดา โดยเช็ดตามข้อพับ ตามซอกต่าง ๆ จะช่วยระบาย ความร้อน ลดไข้ได้ดี
    3. ยาถ่ายพยาธิ
                      ได้แก่ ยามีเบนดาโซล (Mebendazole) ซึ่งมีทั้งชนิดเม็ดและยาน้ำแขวนตะกอน ยาพวกนี้ไม่ควร ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
    4. ยาแก้ไอ
                      ไม่ควรใช้ยาแก้ไอน้ำดำกับเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี เพราะยาจะกดศูนย์กลางการหายใจ อาจหยุดหายใจ และยาระงับไอที่ชื่อ เดกซ์โตรเม็ทโทเฟน (Dextromethorphan) ซึ่งจะไม่ใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ
    5. ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก
                      ในกรณีที่เป็นอาการแพ้อากาศ ยาพวกแอนตี้ฮัสตามีน จะใช้ระงับอาการดังกล่าวได้ดี ยาแอนตี้ฮีลตามีน ได้แก่
      1. บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine)
      2. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine)
      มีข้อควรระวังในเด็กดังนี้
      1. สำหรับเด็กแรกเกิด และเด็กคลอดก่อนกำหนด ห้ามใช้ยานี้เด็ดขาด
      2. ยานี้ทำให้ง่วงนอน ควรให้เด็กเวลาเข้านอน
      3. ในเด็กเล็ก ถ้าได้รับยามาก ๆ จะเกิดอาการตื่นเต้น นอนไม่หลับ
      4. ในบางราย อาจเบื่ออาหาร ปากแห้งได้
      5. ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี
    6. ยาแก้ท้องเสีย
                      สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเด็กที่ท้องเสีย คือ การให้น้ำและเกลือแร่ชดเชย เพราะเด็กมักจะขาดน้ำ และเสียชีวิตได้จากการท้องเสียมาก ๆ อาการขาดน้ำที่สังเกตได้คือ กระหม่อมบุ๋ม นอนซึม หายใจหอบ ตัวเย็น
                      น้ำเกลือแร่นั้นอาจเตรียมขึ้นเองได้โดยใช้ น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ เกลือแกง 1 ช้อนชา น้ำต้มสุก 1 ขวดกลมแม่โขง ให้เด็กดื่มแทนน้ำได้โดยปลอดภัย แต่ในกรณีที่ท้องเสียรุนแรง ควรส่งต่อแพทย์โดยเร็ว ไม่แนะนำให้ใช้ยาแก้ท้องเดินที่แรง ๆ ในเด็กเล็ก เพราะยาอาจกดการหายใจได้

      หลักทั่วไปในการให้ยาเด็ก

      1. ต้องเก็บยาในที่เด็กหยิบไม่ถึง
      2. ต้องแน่ใจและพยายามให้เด็กกินยาจนครบ
      3. ควรจะเลือกยาที่มีรสดีพอสมควร ถ้ายาขมให้ผสมกับน้ำเชื่อม
      4. ไม่ควรผสมยาลงไปในนมทั้งขวด หากดื่มนมไม่หมดขวดทำให้ได้รับยาไม่ครบขนาดและ อาจมีผลต่อเนื่องทำให้เด็กเบื่อนมและอาหาร
      5. ถ้าเป็นเด็กที่ไปโรงเรียน ควรไปพบครูที่โรงเรียนเพื่อฝากยาไว้ให้ป้อนเด็ก จะทำให้เด็กได้รับยา ครบตามขนาดและเวลา
      6. ถ้าเด็กไม่ให้ความร่วมมือในการกินยา ต้องใช้วิธีชักชวนที่ถูกต้อง เช่น ชี้ถึงโทษของการไม่กินยา ความไม่ดีของโรคนั้น ไม่ควรใช้วิธีข่มขู่บังคับ
      7. ควรมีช้อนยาประจำบ้านที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ได้ยาอย่างถูกขนาด คือ
        1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร
        1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 มิลลิลิตร หรือ 3 ช้อนชา
        (ช้อนที่ใช้กินข้าว ชงกาแฟ จะไม่ได้มาตรฐานตามนี้
        ควรขอช้อนยามาตรฐานจากผู้จ่ายยาเมื่อได้รับยาน้ำมาใช้ทุกครั้ง)
      8. เด็กอ่อนจนถึง 3 ขวบ หากไม่มั่นใจไม่ควรให้ยาเอง ควรพบแพทย์ หรือเภสัชกร
      9. ในขณะที่เด็กร้อง หรือดิ้นไม่ควรกรอกยาใส่ปาก อาจทำให้เด็กสำลักได้
      10. เด็กโตที่มีอายุมากกว่า 12 ปีขึ้นไป อาจให้ยาในขนาดเท่ากับผู้ใหญ่ แต่ต้องไม่มากกว่า

      "รักลูก... ต้องให้ยาลูกอย่างถูกต้อง"

      บรรณานุกรม
      1. ศูนย์ยา ฝ่ายวิชาการ สโมสรนิสิตเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
        และกองบรรณาธิการ "รักลูก", ตู้ยาประจำบ้าน, หน้า 17 - 22,
        บริษัท แปลน พับลิชชิ่ง จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 6, สิงหาคม 2537
      2. เภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, ยาน่ารู้ เล่ม 2
        หน้า 52 - 56, ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิมพ์วาด
      3. สโมสรนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, ยาเม็ดยาหม้อ,
        หน้า 21 - 23, นิวไวเต็กการพิมพ์, พฤศจิกายน 2531