ยาที่มีพิษต่อเด็กในครรภ์
ชื่อยา ผลเสียต่อเด็ก
3.1 แอสไพริน (Aspirin) และ
      ซาลิซัยเลท (Salicylate)
ถ้าแม่กินยานี้เมื่อใกล้คลอด อาจไปยับยั้งการทำงาน
เลือดแข็งตัวช้าลง ถ้าแม่กินยานี้หรือยาที่มีสาร
ประกอบเป็นตัวยานี้อยู่ตั้งแต่ระยะ 3 เดือนแรก จะทำ
ให้คลอดเกินกำหนดเพิ่มอัตราการตายในท้อง และ
อาจมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้หลายอย่าง
3.2 พาราเซตามอล (Paracetamol) ถ้าแม่กินยานี้ขนาดสูงในระยะใกล้คลอด จะมีพิษต่อ
ตับของเด็กในครรภ์
3.3 คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) ไม่พบว่าทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิด ถ้าให้ยานี้
แก่แม่ขณะคลอด อาจทำให้เด็กในครรภ์เกิดอาการ
ขาดออกซิเจน ตัวเขียว ๆ เทา ๆ อ่อนปวกเปียก
เรียกอาการนี้ว่า เกรย์ ซินโครม และจะทำให้เด็ก
เป็นโรคโลหิตจางได้
3.4 เตตร้าซัยคลิน (Tetracycline) ถ้าใช้ในหญิงมีครรภ์ที่อยู่ในระหว่าง 6-8 เดือนหลัง
การตั้งครรภ์ ยานี้จะไปจับกับแคลเซี่ยมที่กระดูกและ
ฟันของเด็กในครรภ์ ทำให้ฟันของเด็กมีสีเหลืองสีน้ำ
ตาลไปตลอดชีวิต และยังทำให้การเจริญของกระดูก
และสมองของเด็กเหล่านี้ผิดปกติไปด้วย
3.5 อะมิโนกลัยโคโซด์ (Aminoglycoside)
      เช่น สเตร็ปโตมัยซิน กานามัยซิน และ
      เจนตามัยซิน ซัลโฟนาไมด์ (Sulfonamides)
ทำให้ประสาทเกี่ยวกับการได้ยินเสียไปบางส่วน
หรืออาจรุนแรงถึงขนาดทำให้เด็กแรกเกิดหูหนวกได้
ถ้าหญิงมีครรภ์ได้รับในระยะใกล้คลอด เด็กแรกเกิด
มีโอกาสที่จะมีอาการตัวเหลือง เพราะปริมาณบิลิรูบิน
ในเลือดสูง และซึมผ่านเข้าไปในสมองบางส่วนทำให้
สมองเสื่อม ชัก ภาษาอังกฤษเรียกว่าเกิดภาวะ
"Kernicterus"
3.6 ฟิโนบาร์บิตอล (Phenobarbital),
      บาร์บิตูเรท (Barbiturate)
ถ้าแม่กินยานี้ในขนาดสูงในระยะใกล้คลอดมักทำให้
เด็กในครรภ์หายใจไม่สะดวก เนื่องจากยานี้มีผลไป
กดศูนย์การหายใจ และยามีผลต่อการแข็งตัวของ
เลือด อาจทำให้มีเลือดออกในเด็กแรกเกิด
3.7 ไดอะซีแพม (Diazepam) ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด เด็กแรกเกิดจะมีกล้ามเนื้อ
อ่อนแรง ตัวเย็น และอาจแสดงอาการขาดยาหลัง
คลอด
3.8 เมโปรบาเมท (Meprobamate)
      ยาเสพติด ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟีน
การเจริญเติบโตของเด็กช้าลง ถ้าให้ในระยะใกล้
คลอดจะกดการหายใจของเด็กแรกเกิด แม่ที่ติดยา
-เสพติดจะมีโอกาสแท้งง่าย หรือลูกออกมาตัวเล็กและ
อาจมีอาการขาดยา คือ กระวนกระวาย อาเจียน มือเท้าสั่น
ร้องเสียงแหลม ชัก
3.9 ยารักษาเบาหวานชนิด
      คลอร์โปรปาไมด์ (Chlorpropamide)
ทำให้เด็กแรกเกิดมีน้ำตาลในเลือดต่ำ
3.10 ไอโอดีน (Radioactive I131) ถ้าให้ไอโอดีนกัมมันตภาพ I131 ในหญิงมีครรภ์เกิน
14 อาทิตย์ จะทำให้สารนี้ไปสะสมอยู่ในต่อม
ธัยรอยด์ของลูกได้ ทำให้เกิดภาวะขาดสารธัยรอยด์
3.11 วิตามินซี ถ้าให้สตรีมีครรภ์มีมากเกินไปจะทำให้เด็กที่คลอด
ออกมาเกิดเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน
3.12 ไอโอไดด์ (Iodides) ซึ่งมักผสมอยู่
      ในพวกยาแก้ไอ ขับเสมหะ
ถ้าให้หลังตั้งครรภ์ 14 อาทิตย์ อาจเกิดคอพอก
มีการเจริญเติบโตของสมองช้า และบางครั้งคอพอก
อาจใหญ่มากจนกดหลอดลมหรือหลอดอาหาร
3.13 ยาชาเฉพาะที่ (Local anesthetics) ถ้าใช้ยาพวกนี้มากเกินไป พบว่า 25% ของเด็กแรก
คลอด จะมีหัวใจเต้นช้าลง และอาจมีผลทำให้เด็กใน
ครรภ์เกิดหัวใจเต้นช้า หรือเด็กแรกคลอดหยุดหายใจ
หรือชัก
3.14 แอมโมเนียม คลอไรด์ ถ้าแม่ใช้ในปริมาณมากและในระยะใกล้คลอด
เด็กแรกเกิดภาวะในร่างกายจะเป็นกรด
3.15 คลอโรควีน (Chloroquin) ทำให้แท้งบ่อยขึ้น จะมีผลต่อสมองและประสาทหู
ของเด็กในครรภ์
3.16 ควินิน (Quinine) เกิดแท้งได้ มีพิษต่อหู และหูอาจหนวกในเด็กแรกคลอด
3.17 ยาขับปัสสาวะพวกไธอาไซด์
      (Thiazide diuretic)
ปริมาณของพลาสมา และเลือดที่ไปยังรก อาจทำให้
เด็กแรกเกิดมีเกล็ดเลือดน้อยลง
3.18 รีเซอร์ปีน (Reserpine) ถ้าใช้ในระยะใกล้คลอด จะทำให้เด็กแรกเกิดมีอาการ
คัดจมูก ตัวเย็น หัวใจเต้นช้า ตัวอ่อนปวกเปียก
3.19 ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์
      เช่น นาโปรเซน
จะทำให้เกิดการยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด
เหมือนแอสไพริน จึงไม่ควรให้ในหญิงมีครรภ์
3.20 บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) ถ้าแม่กินยานี้ในระยะ 3 เดือนแรก อาจทำให้เด็กใน
ครรภ์พิการ
3.21 อะมิโนฟิลลีน (Aminophylline) และ
      ทีโอฟิลลีน (Theophylline)
อาจทำให้เด็กแรกเกิดมีภาวะหัวใจเต้นเร็ว ร้องกวน
ตัวสั่น และอาเจียน อาการมักปรากฏในช่วง 6-48
ชั่วโมง ภายหลังคลอด
3.22 ยาลดกรด (Antacids) ถ้าแม่กินยานี้ขนาดสูง ๆ ติดต่อกันเป็นประจำ อาจทำ
ให้เด็กแรกเกิดมีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมใน
เลือดสูงจนเกิดอาการชักกระตุกได้
3.23 ยานอนหลับและยาระงับประสาท จะกดการหายใจของทารกทำให้หายใจไม่สะดวก
ถ้าสตรีมีครรภ์ได้รับยาเหล่านี้ในระยะใกล้คลอดใน
ขนาดสูง ๆ