ฉลากยาและเอกสารกำกับยา
        ยา เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ แม้ว่าในปัจจุบันวิทยาการจะเจริญก้าวหน้าไปมาก และมีจำนวนแพทย์เพิ่มมากขึ้นก็ตาม เมื่อถึงยามเจ็บไข้ได้ป่วยประชาชน ส่วนใหญ่ก็ยังคงช่วยเหลือตนเอง โดยการซื้อ ยาจากร้านขายยามารับประทาน อย่างไรก็ตาม ในการใช้ยาทุกครั้งสิ่งที่สำคัญคือ ต้องใช้ให้ถูกต้อง และสิ่งที่จะทำให้เราใช้ ยาได้อย่างถูกต้อง ก็คือการอ่านฉลากและเอกสารกำกับยา เพราะจะทำให้รู้ว่า เป็นยาอะไร ใช้อย่างไร มีสรรพคุณรักษาอะไร และมี คำเตือน อย่างไรบ้าง ร่วมถึงข้อมูลอี่นที่มีอยู่บนฉลากและเอกสารกำกับยา เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา ดังจะได้ กล่าวต่อไป
การแสดงฉลากและเอกสารกำกับยา
        ตามความในมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 กำหนดให้ผู้ได้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ต้องจัดให้มีฉลาก ตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ ปิดไว้ที่ภาชนะและหีบห่อบรรจุยาหรือฉลากและเอกสารกำกับยา โดยแสดงรายละเอียดดังนี้
  1. ชื่อยา เช่น นูตา ดาก้า บวดหาย เป็นต้น
  2. เลขทะเบียนตำรับยา มักจะมีคำว่า Reg.No หรือเลขทะเบียนที่ หรือทะเบียนยา ถ้าเป็นยาที่มีตัวยาออกฤทธิ์เพียงตัวเดียว
    จะมีการแสดงดังนี้
                   -1A....กรณีที่เป็นยาผลิตในประเทศ
                   -1B....กรณีที่เป็นยานำหรือสั่งเข้าจากต่างประเทศแล้วนำมาทำการแบ่งบรรจุในประเทศ
                   -1C....กรณีที่เป็นยานำหรือสั่งมาจากต่างประเทศ เช่น 1A 12/35, 1B 3/39, 1C 30/39 เป็นต้น
                   ส่วนเลขที่แสดงต่อท้ายอักษรภาษาอังกฤษ คือ เลขลำดับที่ที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยา
                   และทับเลขท้ายของปี พ.ศ. ที่ได้ รับการขึ้นทะเบียน
                          สำหรับตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป เลขทะเบียนตำรับยาจะขึ้นต้นด้วย 2A......,
                   2B......., 2C............. แล้วตามด้วยลำดับที่และเลขท้ายของปี พ.ศ.ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
                   ยาที่ใช้สำหรับสัตว์อักษรย่อภาษาอังกฤษจะเป็น D.... คือยาที่ผลิตในประเทศ E.... คือยาที่นำ
                   หรือสั่งเข้ามาจากต่างประเทศแล้วมาแบ่งบรรจุ และ F.... คือยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ
                   ยาที่เป็นยาแผนโบราณ อักษรภาษาอังกฤษ ก็จะเป็น G..... คือยาที่ผลิตในประเทศ H.....
                   คือยาที่แบ่งบรรจุ และ K.... คือยาที่นำสั่งเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วตามด้วยเลขลำดับที่ที่
                   ได้รับอนุญาตและปี พ.ศ. ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
  3. ปริมาณหรือขนาดบรรจุของยา เช่น ยาเม็ด จะต้องแจ้งขนาดบรรจุไว้ในฉลากด้วยว่า ยานั้นบรรจุกี่เม็ด
  4. เลขที่ หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ ซึ่งมักใช้คำย่อยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น Lot No., Cont.No.,
    Batch No. หรือ L , C , L/C , B/C แล้วตามด้วยเลขแสดงครั้งที่ผลิต
  5. ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ยาที่ผลิตในประเทศต้องมีชื่อผู้ผลิตจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยาด้วย ในกรณีเป็นยาที่ ผลิตในต่างประเทศนำหรือสั่งเข้ามาต้องมีชื่อเมืองและประเทศที่ตั้งสถานที่ผลิตยา พร้อมทั้งชื่อของผู้นำหรือสั่ง เข้ามาและจังหวัดที่ตั้งสถานที่นำ/สั่งยานั้น ๆ
  6. วันเดือนปีที่ผลิตยา มักมีคำย่อภาษาอังกฤษ Mfd. หรือ Mfg date. แล้วตามด้วย วันเดือนปีที่ผลิต หากยานั้น ผลิตมานานเกิน 5 ปี ก็ไม่ควรนำมารับประทาน ส่วนยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ จะมีการระบุวันที่หมดอายุ โดยมีคำย่อ ว่า Exp.Date ซึ่งย่อมาจาก Expiration Date แล้วตามด้วยวันเดือนปีที่ยานั้นหมดอายุ
  7. คำว่า "ยาอันตราย" "ยาควบคุมพิเศษ" "ยาใช้เฉพาะที่" หรือ "ยาใช้ภายนอก" แล้วแต่กรณีว่ายานั้นเป็นยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาใช้เฉพาะที่ หรือยาใช้ภายนอก ซึ่งจะเขียนด้วยอักษรสีแดงอ่านได้ชัดเจน
  8. วิธีใช้และคำเตือน การจัดให้มีคำเตือนไว้บนฉลากและเอกสารกำกับยานั้น ใช้สำหรับยาที่รัฐมนตรีประกาศ หรือใน กรณีที่กฎหมายบังคับ
การแสดงชื่อสามัญทางยาในฉลากและเอกสารกำกับยา
        เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับชื่อตัวยาที่บริโภค อันจะนำไปสู่การบริโภคยาที่สมเหตุสมผล ละปลอดภัย จึงได้ขอความร่วมมือผู้รับอนุญาตผลิตยาแผนปัจจุบัน ตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ซึ่งต้องมี ฉลากแสดงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้ ให้มีการแสดงชื่อสามัญทางยา (Generic name) ในฉลากและเอกสารกำกับยาด้วยการแสดง ชื่อสามัญทางยาในฉลากและเอกสารกำกับยานั้นมีแนวทาง ดังนี้
  1. ให้มีชื่อสามัญทางยาเป็นภาษาเดียวกับชื่อทางการค้าในฉลากและเอกสารกำกับยา
  2. ให้แสดงชื่อสามัญทางยาทุกครั้งที่มีการแสดงชื่อทางการค้าในลักษณะโดด ๆ ยกเว้น กรณีที่แสดงชื่อการค้าเพื่อ ระบุสรรพคุณ คำเตือน ขนาด หรือแสดงชื่อการค้ารวมกับข้อความอื่น ๆ ที่เป็นการบรรยาย
  3. ให้แสดงชื่อสามัญทางยาไว้ด้านล่างถัดจากชื่อทางการค้า โดยให้ใกล้กับชื่อทางการค้า และไม่ให้มีข้อความหรือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใด ๆ คั่นกลาง
  4. การแสดงชื่อสามัญทางยา ไม่ว่ากรณีใดจะต้องอ่านได้ชัดเจน ใช้สีที่เด่นชัด โดยไม่กลืนไปกับสีพื้น
อันตรายจากการใช้ยาโดยไม่อ่านฉลากและเอกสารกำกับยา
        ยาทุกชนิดอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้ได้ อันตรายที่เกิดขึ้นอาจจะน้อยหรือมากแล้วแต่ชนิดของยาและบุคคลที่ใช้ หากใช้โดยไม่ระมัดระวัง หรือไม่อ่านฉลากให้ละเอียดก่อนใช้ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อันตรายที่อาจเกิดขึ้น คือ
  1. การใช้ยาไม่ถูกต้อง คือ อาจใช้ไม่ถูกกับโรค ไม่ถูกกับคน หรือไม่ถูกขนาด ซึ่งการใช้ยาไม่ถูกต้องจะทำให้เกิดการดื้อยา เชื้อโรคดื้อยารักษาไม่ได้ผล ถ้าใช้ไม่ถูกคน เช่น เอายาสำหรับผู้ใหญ่มาให้เด็กรับประทาน เด็กอาจเป็นอันตราย จากการได้รับยาเกินขนาดได้
  2. แพ้ยา อาจมีอาการเล็กน้อย เช่น มีลมพิษคัน บวมเฉพาะที่อาจมีอาการปวดร้อน หรือปวดเหมือนเข็มแทง คลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ หรืออาจมีอาการรุนแรง เช่น แน่นหน้าอก หอบ หายใจมีเสียงดัง แน่นในคอ เสียงแหบ ความดันต่ำ คลำชีพจรไม่ได้ซึ่งแล้วแต่บุคคลที่แพ้และชนิดของยา โดยการแพ้ยาจะเกิดเฉพาะบางคน และยาบางชนิดไม่ได้ เกิดเหมือนกันทุกคน ดังนั้นก่อนใช้ยาควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาให้ละเอียด
  3. ฤทธิ์ข้างเคียงของยา ยาทุกชนิดมีพิษ แต่อาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน ฤทธิ์หรือพิษของยา จะเกิดขึ้นใน ลักษณะเดียวกันกับทุกคนที่ใช้ยา เช่น ยาพวกแอสไพรินจะระคายเคืองกระเพาะอาหาร ถ้ารับประทานขณะ ท้องว่างอาจจะทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
  4. อาจใช้ยาเกินขนาด คือรับประทานยามากกว่าขนาดที่กำหนดไว้ในฉลาก เช่น ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหารวันละ3 ครั้ง (รับประทานวันละ 3 เม็ดเท่านั้น) ถ้ารับประทานครั้งละ 2 เม็ด ก็จะทำให้ได้รับยาใน วันนั้นถึง 6 เม็ด ซึ่งอาจเกิดอันตรายได้
ประโยชน์ของการอ่านฉลากและเอกสารกำกับยา
        ฉลากและเอกสารกำกับยาเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญมากสำหรับยาแต่ละตำรับ โดยทั่วไปข้อมูลบนฉลากจะประกอบด้วย ชื่อยา ส่วนประกอบ สรรพคุณ เลขทะเบียน วิธีใช้ คำเตือน ชื่อผู้ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต เป็นต้น ประโยชน์ที่เราจะได้จากการ อ่านฉลากและเอกสารกำกับยา คือ
  1. ใช้ยาได้ถูกต้อง เพราะในฉลากและเอกสารกำกับยาจะบอกถึงวิธีใช้ยานั้น ๆ ไว้อย่างชัดเจน ใช้ถูกวิธี เช่น ใช้กิน ใช้ทา เป็นต้น
  2. ใช้ยาถูกกับโรคที่เป็น เพราะในฉลากและเอกสารกำกับยาจะระบุถึงสรรพคุณของยาแต่ละตำรับไว้อยู่แล้ว ถ้าใช้ ตามที่ระบุไว้ในฉลากและเอกสารกำกับยาก็จะไม่เกิดอันตราย และยังได้ผลในการรักษาโรคที่เป็นให้หายด้วย
  3. รู้ถึงคำเตือนและข้อควรระวังในการใช้ยาชนิดนั้น ๆ เช่น ยาแอสไพรินไม่ควรรับประทานขณะท้องว่าง ห้ามใช้ กับผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออก หรือใช้อย่างระมัดระวังกับผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ โรคไต เป็นต้น
  4. รู้ชื่อผู้ผลิต และที่ตั้งของผู้ผลิต เมื่อเกิดปัญหาในการใช้ยา เราก็สามารถร้องเรียนให้เจ้าของรับผิดชอบได้
  5. รู้ถึงวันเดือนปีที่ผลิตยาว่าผลิตมานานแล้วหรือยัง ถ้าผลิตมานานเกิน 5 ปี ไม่ควรนำยานั้นมารับประทาน หรือในยาปฏิชีวนะก็จะทำให้เราทราบว่ายานั้นหมดอายุหรือยัง เพราะจะมีการแสดงวันหมดอายุไว้ด้วย
        นอกจากนี้ตำรับยาบางชนิด อาจมีข้อความพิเศษ เช่น เขย่าขวดก่อนใช้ , ยาใช้เฉพาะที่, ยาใช้ภายนอก, ยาอันตราย และยาควบคุมพิเศษ เป็นต้น ก็จะทำให้เราใช้ยาได้ถูกต้อง ถ้าเป็นยาที่มีข้อความว่า "ยาอันตราย" ควรใช้ด้วย ความระมัดระวัง ปฏิบัติตามข้อแนะนำบนฉลากและเอกสารกำกับยาอย่างเคร่งครัด หรืออยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือเภสัชกร
        คงจะทราบกันแล้วว่า ฉลากและเอกสารกำกับยานั้น มีความสำคัญอย่างไร และให้ประโยชน์กับเรามากน้อย แค่ไหน อย่างน้อยถ้าเราอ่านฉลากและเอกสารกำกับยา ก็จะทำให้เราทราบถึงชื่อยา ชื่อตัวยาที่เป็นสารออกฤทธิ์ สรรพคุณ วิธีใช้ ข้อควรระวัง และคำเตือน นอกจากนี้ยังทำให้ทราบว่ายานั้นได้รับอนุญาตแล้วหรือยัง โดยดูจาก เลขทะเบียนตำรับ ยา ซึ่งผ่านการตรวจสอบจากสำนักงาน-คณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่าปลอดภัยในการใช้ แต่ถ้าไม่มีเลขทะเบียนตำรับยา หรือฉลาก ของยาเลอะเลือนก็ไม่ควรซื้อยานั้นมารับประทาน อ่านสักนิดก่อนที่จะซื้อ ดูให้ดีก่อนที่จะใช้ เพื่อความปลอดภัย ของตัวท่านเอง
ด้วยความปรารถนาดี จาก
กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา (กลุ่ม 3)
มิถุนายน 2540