อันตรายจากสารหนู

สารหนูคืออะไร

      สารหนูเป็นธาตุลำดับที่ 33 ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตกระจกและเซมิคอนดัคเตอร์ นอกนั้นใช้เป็นยาและสารกำจัดศัตรูพืช สารหนูอาจพบปนเปื้อนในยาโบราณ อาหารทะเล ไวน์ และเหล้าเถื่อน

การก่อโรค

      ในธรรมชาติสารหนูปรากฏตัวในรูปโลหะเป็น 3 รูปแบบ รูปแบบที่มีพิษมากที่สุดเป็นเกลืออนินทรีย์ชนิดไตรวาเลนต์

      เมื่อเข้าสู่ร่างกายสารหนูจะมีผลต่ออวัยวะต่างๆได้แทบทุกระบบ กระบวนการที่สำคัญคือ การยับยั้งเอนซัยม์ไพรูเวตดีฮัยโดรจีเนส ส่งผลขั้นปลายให้การสร้างเอทีพีในเซลล์ลดลง นอกจากนี้ยังยับยั้งเอนซัยม์อื่นๆอีกหลายชนิดในเซลล์โดยการจับกับกลุ่มซัลฮัยดริล และยังยับยั้งการใช้กลูโคสในเซลล์ การสร้างกลูโคส การออกซิไดส์กรดไขมัน และการสร้างโคเอนซัยม์เอ รวมทั้งขัดขวางการสร้างกลูตาไธโอนซึ่งเป็นสารป้องกันการทำลายออกซิเดชันของเซลล์

      สำหรับกำมะถันแดง อยู่ในรูปเกลืออนินทรีย์ แต่เป็นชนิดไตรวาเลนท์หรือไม่ ยังไม่มีการตรวจ

อาการเป็นพิษ

      สารหนูอาจก่อให้เกิดการเป็นพิษได้ทั้งชนิดเฉียบพลัน และเรื้อรัง

      อาการเป็นพิษเฉียบพลันจะคล้ายคลึงกับอาการของอหิวาตกโรค คือ คลื่นไส้ อาเจียนพุ่งแรง และถ่ายเป็นน้ำมากจนเหมือนน้ำซาวข้าว แต่แตกต่างจากอหิวาต์ที่มักมีอาการปวดท้องมากร่วมด้วย

      กรณีเป็นพิษเรื้อรัง จะพบอาการทางผิวหนังที่มีลักษณะเฉพาะ คือผิวหนังหนาตัวขึ้น (hyperkeratosis) โดยมีลักษณะพิเศษคล้าย “หยดน้ำค้างบนถนนฝุ่น” (dew drops on a dusty road) หรืออาการของโรคประสาทส่วนปลาย (peripheral neuropathy) มักมีอาการปวดชา (painful paresthesia) บริเวณมือเท้าทั้งสองข้างในบริเวณที่สวมถุงมือ ถุงเท้า (symmetrical and stocking-glove distribution)

      ที่เล็บมืออาจพบเส้นขาวลักษณะเหมือนถูกกระแทก เรียกว่า “มีส์ไลน์” (Mees lines)

      ตับและไตอาจเสื่อมหน้าที่

      ผู้ป่วยที่ได้รับสารหนูมานาน ลมหายใจและน้ำในเนื้อเยื่ออาจมีกลิ่นกะเทียม

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

      1) การตรวจเลือดมักพบลักษณะโลหิตจางเช่นเดียวกับกรณีการเป็นพิษจากโลหะหนักทั่วไป โดยเป็นโลหิตจางชนิดไมโครซัยติก ฮัยโปโครมิก (Microcytic hypochromic anemia)

      2) อาจตรวจหาสารหนูทางปัสสาวะได้โดยวิธีสปอตเทสต์ (Spot Test)

      3) ในผู้ที่ได้รับสารหนูจำนวนมาก เช่น ผู้ที่โดนวางยาพิษ การถ่ายภาพเอกซเรย์บริเวณช่องท้องจะเห็นเงาสารหนูได้เพราะสารหนูทึบแสงเอกซ์เรย์

      4) การตรวจการทำงานของเส้นประสาทจะสามารถช่วยได้ในการตรวจภาวะของโรคประสาทส่วนปลาย

การรักษา

1. กรณีเป็นพิษเฉียบพลัน

      1.1 รีบล้างท้องถ้าได้รับโดยการกิน การใช้สารดูดซับประเภทอุลตราคาร์บอนอาจช่วยได้บ้าง

      1.2 ปัองกันและแก้ไขภาวะช็อคเนื่องจากการเสียน้ำจากอาการอาเจียนและท้องร่วง

      1.3 ให้ยาเพื่อจับดึงสารหนูออกจากร่างกาย (Chelating Agent)

      1.4 ล้างไต

2. กรณีพิษเรื้อรัง

      2.1 หยุดการสัมผัสสารหนูทันที เช่น หยุดยาที่ตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน

      2.2 รักษาตามอาการ

      2.3 อาจพิจารณาใช้ยาจับดึงสารหนูออกจากร่างกาย เฉพาะกรณีจำเป็น

ยาที่ใช้จับดึงสารหนูออกจากร่างกาย

ปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ

      1. Dimercaprol (BAL in oil)

      2. Succimer (Dimercaptosuccinic acid: DMSA)

      3. Penicillamine

      ยาเหล่านี้เป็นยาหายาก จัดอยู่ในกลุ่มยากำพร้า (Orphan Drug) และราคาแพง ใช้เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
8 กุมภาพันธ์ 2545


สนใจรายละเอียดติดต่อกองควบคุมยา : drug@fda.moph.go.th