หน้าหลักกอง พศ.โครงสร้าง หน้าที่ความรับผิดชอบโครงการในความรับผิดชอบบริการแจกเอกสาร แผ่นพับ โปสเตอร์ คู่มือ บทความรู้ข่าว อย. ข่าวประชาสัมพันธ์งานวิจัยรับเรื่องราวร้องเรียนผลิตภัณฑ์น่ากังขา โฆษณาน่าสงสัย

 - แนะนำกอง
 - โครงการ
 - เอกสารความรู้
 - ข่าว อย.
 - งานวิจัย
 - ร้องเรียน
 - จับตาสินค้าน่าสงสัย
 - FAQ
 - Site map
 - Contact us
 

 - ร้องเรียนได้ที่นี่
 - เว็บ อย.
 - ผลดำเนินคดี
 - เนื้อหาสายด่วน อย.
   1556
 - oryor.com
 
 

  
  
  

Q : เมื่อไม่นานมานี้ ดิฉันได้พาคุณแม่ไปตรวจร่างกายเนื่องจากท่านอายุมากแล้ว จึงทราบว่า คุณแม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และไขมันในเส้นเลือดสูง ทางคุณหมอก็ได้แนะนำการดูแลคุณแม่ให้เบื้องต้น แต่ดิฉันไม่ทราบว่าอาหารประเภทไหนบ้างที่ควรทาน หรือไม่ควรทาน รบกวนช่วยแนะนำด้วยค่ะ

A : การดูแลผู้สูงวัยที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต้องให้ความสำคัญ และดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีปริมาณที่พอเหมาะ ดังนั้น ควรเลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนสมวัย และเหมาะกับโรค ดังนี้
1. โรคความดันโลหิตสูง : ควรรับประทาน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา นมพร่องมันเนย ผักและผลไม้สด ข้าว ผลิตภัณฑ์จากแป้งที่ไม่ใส่เกลือ แต่ควรหลีกเลี่ยง อาหารที่ใช้เกลือเป็นส่วนผสม เช่น น้ำปลา กุนเชียง ไส้กรอก ผลิตภัณฑ์จากแป้งและธัญพืชที่ใส่เกลือ ผักและผลไม้ดอง และอาหารที่ใส่ผงชูรส
2. โรคภาวะไขมันในเลือดสูง : ควรรับประทาน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา นมพร่องมันเนย ข้าวไม่ขัดสีมาก ผักและผลไม้สด ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง และควรงดอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ หนังเป็ด หนังไก่ ไข่แดง อาหารทะเลบางชนิด เช่น หอยนางรม ปลาหมึก อาหารและของหวานที่มีกะทิ ไขมันที่ได้จากสัตว์และพืชบางชนิด ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม และอาหารทอดทุกชนิด
3. โรคเบาหวาน : ควรรับประทาน อาหารในกลุ่มเนื้อสัตว์ เช่น ปลา กุ้ง และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ข้าวที่ไม่ขัดสีมาก ผักและผลไม้ เช่น มะละกอ ส้ม ควรงดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ติดมันและอาหารที่มีน้ำตาลทุกชนิด ฟักทอง เผือก มัน ผลไม้รสหวานจัด เช่น ขนุน องุ่น ลำไย ทุเรียน เป็นต้น
4. โรคเก๊าท์ : ควรรับประทาน อาหารประเภทเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อปลา นมพร่องมันเนย ข้าว ผักและผลไม้สด ไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง และควรงดอาหารประเภทเครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ติดมัน ขนมหวานที่ทำจากถั่ว ผักจำพวกกระถิน ชะอม ไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันมะพร้าว เหล้า และเบียร์

หากปฏิบัติตามคำแนะนำที่ให้ไป พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาสมกับสภาพร่างกาย เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพที่ดี และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพแล้วละค่ะ อ้อ..อย่าลืมนะคะ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย่าเก็บไว้ในใจ ส่งจดหมายมาถามเราที่ กลุ่มประชาสัมพันธ์ กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เลขที่ 88/24 ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 เรารอคำถามของทุกท่านอยู่ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ

Q : ผมเห็นข่าวที่มีคนใช้ยาย้อมผมที่ทำมาจากลูกยอแล้วเกิดอาการแพ้ จนหน้าตาบวม มีตุ่มน้ำเหลืองขึ้น น่ากลัวมาก ทำให้ผมรู้สึกกลัวอยู่เหมือนกันเพราะผมก็เป็นคนที่ย้อมผมบ่อย เลยอยากขอคำแนะนำวิธีเลือกซื้อยาย้อมผมที่ปลอดภัยจาก อย. จะได้ไหมครับ

A : ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ย้อมผม หรือที่เรียกกันติดปากว่า ยาย้อมผม นั้น จัดเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางควบคุม โดยผู้ใช้ควรให้ความสำคัญในเรื่องการเลือกซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูงจึงไม่ควรใช้บ่อยหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน และควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะบริเวณที่ใช้เป็นบริเวณที่ใกล้กับดวงตา อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อดวงตาได้อย่างร้ายแรง หรืออาจถึงขั้นตาบอดได้ ที่สำคัญห้ามนำไปใช้ย้อมขนคิ้วหรือขนตาเด็ดขาด และเนื่องจากเป็นเครื่องสำอางที่มีความเสี่ยงสูงอย่างที่เกริ่นไว้แล้ว ดังนั้น จึงควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ด้วยนะคะ โดยผสมครีมย้อมและน้ำยาย้อมผมในขนาดเท่าๆกัน ป้ายลงบนท้องแขนด้านในหรือหลังติ่งหู ทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น แสดงว่าไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์นั้น สำหรับวิธีการเลือกซื้อต้องสังเกตที่ฉลากภาษาไทยซึ่งจะต้องมีรายละเอียดครบถ้วน อาทิ ชื่อเครื่องสำอางและชื่อทางการค้าชัดเจน ระบุประเภทและชนิดของเครื่องสำอาง ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิต วิธีใช้ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต(กรณีผลิตในประเทศ) ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า/ชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต(กรณีเป็นเครื่องสำอางนำเข้า) ปริมาณสุทธิ เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต เดือน/ปีหรือปี/เดือนที่ผลิต เดือน/ปีหรือปี/เดือนที่หมดอายุสำหรับกรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่มีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน คำเตือน(ถ้ามี) เป็นต้นค่ะ

สำหรับคนที่ไม่มีอาการแพ้ก็ควรปฏิบัติตามวิธีใช้บนภาชนะบรรจุอย่างเคร่งครัดนะคะ อ้อ..แล้วอย่าลืม เวลาย้อมผมก็ควรสวมถุงมือด้วยนะคะ และขอแนะนำว่าไม่ควรย้อมผมขณะที่หนังศีรษะมีรอยถลอกเป็นแผลหรือเป็นโรคผิวหนัง รวมทั้งไม่ควรปล่อยให้สีย้อมผมอยู่บนศีรษะนานเกินไปค่ะ หลังจากย้อมผมแล้วให้สระผมให้สะอาดและไม่ควรเกาศีรษะแรงๆ แต่หากใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมแล้วมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น แสบ ร้อน แดง ต้องหยุดใช้ทันที แล้วล้างออกด้วยน้ำ และรีบนำซอง ฉลาก กล่องผลิตภัณฑ์ที่ใช้ไปปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

Q : ช่วงนี้ใกล้ฤดูร้อนแล้ว แสงแดดก็แรงเหลือเกิน จึงอยากขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีเลือกซื้อและวิธีใช้ครีมกันแดดอย่างถูกต้อง เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดค่ะ

A : การทาครีมกันแดดเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เพียงแต่ว่าคุณอาจจะยังไม่ทราบถึงวิธีการเลือกซื้อหรือวิธีใช้อย่างถูกต้อง ก่อนอื่นเราควรมาทำความรู้จักกับแสงแดดกันก่อนค่ะ...

ในแสงแดดมีรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งแบ่งเป็น รังสียูวีเอ และ รังสียูวีบี ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา และ ทำให้เกิดฝ้า กระ ผิวไหม้ แสบแดงและอักเสบได้หากตากแดดเป็นเวลานาน นอกจากนี้หากได้รังสีทั้งสองชนิดมากเกินไปจะทำให้เซลล์ผิวหนังตาย ซึ่งอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย ทีนี้มาถึงวิธีเลือกซื้อครีมกันแดดกันบ้าง...
1. ฉลากผลิตภัณฑ์จะต้องเป็นภาษาไทย แสดงชื่อและประเภทของผลิตภัณฑ์ ชื่อและปริมาณ ส่วนประกอบสำคัญ ชื่อที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต วันเดือนปีที่ผลิต วิธีใช้ ปริมาณสุทธิ และคำเตือน ค่ะ
2. ควรพิจารณาเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงรังสีทั้งยูวีเอและยูวีบีเป็นองค์ประกอบ เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย และปกป้องไม่ให้ผิวดำคล้ำหรือเกิดการอักเสบจากการถูกแดดเผาได้
3. ควรเลือกซื้อครีมกันแดดบอกค่าป้องกันแสงแดด (SPF- Sun Protection Factor) เช่น SPF 12, 15 หรือ 30 เป็นต้น และควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม เช่น ถ้าต้องทำงานนอกสถานที่หรือต้องได้รับแสงแดดจัดเป็นเวลานาน ควรเลือกซื้อค่าที่สูง เช่น SPF 15 หรือมากกว่านั้น
4. กรณีต้องการป้องกันแสงแดดขณะว่ายน้ำควรเลือกชนิดที่กันน้ำ (Water resistance) ถ้าใช้ขณะอากาศร้อนมากเหงื่อออกง่าย หรือป้องกันแสงแดดเมื่อเล่นกีฬา ควรเลือกชนิดทนต่อเหงื่อ (Sweat resistance)

อนึ่ง การใช้ครีมกันแดดเป็นเพียงการปกป้องผิวจากแสงแดดวิธีหนึ่งเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาแดดจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.00-16.00 น. แต่หากใครไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรถูกแสงแดดนานเกิน 20 นาที และควรทาครีมก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาทีนะคะเพื่อให้เนื้อครีมเคลือบติดที่ผิวได้ดี และหากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานานก็ควรทาซ้ำทุก 1- 2 ชั่วโมงค่ะ เพื่อประสิทธิภาพที่ดีในการปกป้องผิวจากแสงแดดค่ะ อ้อ..อีกประการหนึ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การทดสอบการแพ้ก่อนใช้เครื่องสำอางค่ะ โดยก่อนใช้เครื่องสำอางใดๆ ขอให้ทดสอบโดยทาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นๆในปริมาณเล็กน้อยที่ท้องแขน แล้วทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีความผิดปกติใดๆ แสดงว่าใช้ได้ค่ะ

Q : อยากให้ อย. ควบคุมคุณภาพ และสุ่มตรวจเครื่องกรองน้ำหยอดเหรียญ หากพบเครื่องที่สกปรก ไม่ได้มาตรฐาน ให้แจ้งและเอาผิดต่อผู้รับผิดชอบ ทุกวันนี้ประชาชนอยู่อย่างเสี่ยง ไม่มีหลักประกันความมั่นใจในการบริโภคเลย ?

A : ปัจจุบันเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญมีกระจายอยู่ทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดมากกว่า 3,000 เครื่อง โดยเฉพาะในเขตชุมชน ทำให้การบริโภคน้ำดื่มจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีราคาถูกเมื่อเทียบกับน้ำดื่มบรรจุขวดหรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท และเชื่อว่ามีผู้บริโภคจำนวนหนึ่งที่ให้ความมั่นใจในคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำดื่มที่ผลิตจากตู้หยอดเหรียญ ซึ่งในเรื่องนี้ อย.ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำบริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยจัดส่งหน่วยเคลื่อนที่เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวัดคุณภาพหรือมาตรฐานจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญ หากผลการพิสูจน์จากตัวอย่างน้ำที่เก็บมาพบว่า น้ำบริโภคนั้นไม่มีคุณภาพหรือมาตรฐาน พบสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ สามารถดำเนินการทางกฎหมาย โดยในกรณีการจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากน้ำบริโภคจัดเป็นอาหารตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ขอย้ำว่า ตัวน้ำบริโภคที่ได้จากตู้หยอดเหรียญเท่านั้นที่อยู่ในความดูแลจาก อย. อย่างไรก็ตาม มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่รับผิดชอบในการกำหนดมาตรการควบคุมดูแลเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญเพื่อให้สามารถคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับผลข้างเคียงจากการบริโภคน้ำจากเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญ สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ ศูนย์เฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ชั้น 1 ตึกสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ สายด่วน อย.1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th เพื่อ อย.จะได้ติดตามตรวจสอบและดำเนินการกับผู้ประกอบการเครื่องผลิตน้ำตู้หยอดเหรียญต่อไปค่ะ

Q1: ทำไมเวลา อย.โฆษณาให้ผู้บริโภคดูเครื่องหมาย อย. ก่อนซื้อเครื่องสำอาง แต่มิให้ผู้ผลิตระบุเลข อย. ลงบนฉลาก และป้ายโฆษณา ทำให้ผู้ผลิตเครื่องสำอางเสียผลประโยชน์ และเป็นการเอื้อประโยชน์แก่สินค้าต่างประเทศ

A1: ก่อนอื่นต้องขอแจ้งให้ทราบก่อนว่า อย.ไม่เคยประชาสัมพันธ์หรือโฆษณาให้เลือกซื้อเลือกใช้เครื่องสำอางโดยดูเครื่องหมาย อย.บนฉลาก อีกทั้งมิได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคดูเฉพาะเครื่องหมาย อย. ก่อนซื้อเท่านั้น แต่ให้ผู้บริโภคพิจาณาเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ โดยการอ่านฉลากเพราะฉลากจะมีข้อมูลเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

Q2: ทาง อย.ได้ระบุหมายเลขของเครื่องสำอางควบคุมสำหรับผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่จดแจ้ง แต่ระบุในเอกสารว่าห้ามนำเลขนี้ไปใช้ในการโฆษณาใดๆ แต่สามารถระบุหมายเลข อย. ได้เฉพาะเครื่องสำอางควบคุมพิเศษ ซึ่งมีสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายเท่านั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

A2: ในการจดแจ้งเครื่องสำอางจะมีเลขที่แจ้งของแต่ละผลิตภัณฑ์(แต่ละคำขอ) ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำเลขที่แจ้งนี้ ไประบุที่ฉลากเครื่องสำอางได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้ประกอบการว่าจะระบุบนฉลากเครื่องสำอางหรือไม่ แต่เลขที่รับแจ้งดังกล่าวไม่ให้นำไปโฆษณา เนื่องจากยังไม่ได้มีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ (หมายถึงต้องถูกตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต รวมถึงฉลากสรรพคุณและการโฆษณา) สำหรับการระบุเครื่องหมาย อย.บนฉลากเครื่องสำอางควบคุมพิเศษนั้น ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และขณะนี้กฎหมายกำหนดให้เครื่องสำอางทุกประเภทจัดเป็นเครื่องสำอางควบคุม ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2551 โดยกฎหมายได้กำหนดให้ต้องมาจดแจ้งกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่สถานที่ผลิตนั้นตั้งอยู่

สำหรับผู้บริโภค ขอแนะนำให้พิจารณาและดูข้อความที่ฉลากเครื่องสำอางให้ครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ คือ ชื่อเครื่องสำอางและชื่อการค้าของเครื่องสำอาง/ประเภทหรือชนิดของเครื่องสำอาง/ ชื่อของสารทุกชนิดที่ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง / วิธีใช้ / ชื่อและที่ตั้งผู้ผลิต กรณีผลิตในประเทศ, ชื่อและที่ตั้งผู้นำเข้าและชื่อผู้ผลิตและประเทศที่ผลิต กรณีนำเข้า / ปริมาณสุทธิ/เลขที่แสดงครั้งที่ผลิต/เดือน ปี ที่ผลิต หรือปี เดือนที่ผลิต/เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือปี เดือน ที่หมดอายุ ระบุเฉพาะกรณีที่เป็นเครื่องสำอางที่มีอายุการใช้น้อยกว่า 30 เดือน(กรณีที่มีส่วนผสมของ HYDROGEN PEROXIDE เช่น ผลิตภัณฑ์ยาย้อมผม ยืดผม ดัดผม เป็นต้น) และคำเตือน(ถ้ามี) ทั้งนี้ หากผู้บริโภคเกิดปัญหาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ ผู้ผลิตต้องรับผิดชอบเป็นอันดับแรก เมื่อเข้าใจเกี่ยวกับฉลากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และรู้วิธีเลือกซื้อกันไปแล้วอย่าลืมนำไปใช้ด้วยนะคะ

Q : ดิฉันได้ยินเพื่อนๆ คุยกันว่า กินยาคุมกำเนิดจะทำให้ผิวขาวใส เปล่งปลั่ง หน้าเนียนไม่มีสิว แถมหน้าอกก็เต่งตึงอีกด้วย พอได้ฟังแล้วก็อยากซื้อมากินแต่ไม่กล้า เพราะไม่เคยกินและกลัวผลข้างเคียงด้วย อยากทราบว่าถ้ากินยาคุมกำเนิดแล้วจะได้ผลอย่างที่เพื่อนบอกหรือเป็นอันตรายหรือไม่คะ

A : ปัจจุบันกระแสการบริโภคยา วิตามิน หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักให้ผอมเพรียวและบำรุงความงาม ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในกลุ่มวัยรุ่น และบรรดาหญิงแท้ หญิงเทียม จนเป็นช่องทางการตลาดที่ทำให้ธุรกิจประเภทนี้ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจยาที่พบโฆษณา "ยาเม็ดคุมกำเนิด" ผ่านทางสื่ออินเทอร์เน็ตอยู่เนืองๆ ซึ่งไม่ได้เน้นโฆษณาเรื่องการคุมกำเนิด แต่กลับเน้นในเรื่องผิวขาวใส เปล่งปลั่ง รักษาสิว ทำให้หน้าหายมัน โดยอาศัยผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการรับประทานยาดังกล่าว ทำให้หลายคนหันมาใช้ ยาคุมกำเนิดในทางที่ผิด และอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ในภายหลัง ทีนี้เรามาทำความรู้จักกับ "ยาเม็ดคุมกำเนิด" กันบ้าง…

"ยาเม็ดคุมกำเนิด" ประกอบด้วย เอสโตรเจน (ฮอร์โมนเพศหญิง) และโพรเจสติน (โพรเจสโทรเจนสังเคราะห์) โดยจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับบริษัทผู้ผลิต ดังนั้น การรับประทานยาคุมกำเนิดเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ในครั้งแรก ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง ซึ่งจะมีการซักประวัติ และประเมินความเสี่ยง ก่อนที่จะเลือกชนิดของยาคุมกำเนิดที่เหมาะสม และแนะนำวิธีการใช้ยาที่ถูกต้องต่อไป

สำหรับความนิยมที่เกิดจากความเข้าใจผิดๆว่า การรับประทานยาคุมกำเนิดจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง หน้าขาวนั้น เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังจากผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น อาจทำให้ผิวหน้าคล้ำหรือเป็นฝ้าได้ เนื่องจากฮอร์โมนจะไปกระตุ้นการทำงานของเม็ดสี หรือในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอาจเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม หลอดเลือดอุดตัน หรือความดันโลหิตสูงได้

ส่วนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวนั้น ควรที่จะปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาเพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องเนื่องจากสิวที่เกิดขึ้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยยาคุมกำเนิดจะสามารถรักษาได้ในกรณีที่สาเหตุการเกิดสิวมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนเพศเท่านั้น แต่หากมาจากสาเหตุอื่นการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดไม่สามารถรักษาได้ ที่สำคัญ...ควรระวังอาการข้างเคียงจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หรือเวียนศีรษะ เลือดออกทางช่องคลอดระหว่างรอบเดือน หรือในบางรายอาจพบว่ามีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะไมเกรนรุนแรง ตาพร่ามัว หายใจไม่สะดวก ตาและผิวหนังเป็นสีเหลือง ปวดและบวมที่ขาเนื่องจากโลหิตแข็งตัวที่หลอดเลือดขา หลอดเลือดสมองอุดตัน เมื่อมีอาการดังกล่าวควรหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

 กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  ซอยบำราศนราดูร  ถนนติวานนท์  อำเภอเมือง  นนทบุรี 11000
 โทรศัพท์ 0 2590 7108  โทรสาร 0 2591 8472  Email : consumerfda.moph.go.th ติดต่อเรา [click here]