เกษตรยั่งยืนตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ทางเลือก...ทางรอด...ประเทศไทย


      บทความเรื่อง "เกษตรยั่งยืนตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ทางเลือก...ทางรอด...ประเทศไทย"



       โครงการนโยบายสาธารณะเพื่อความปลอดภัยด้านอาหารและเศรษฐกิจการค้าที่ยั่งยืน  

คณะเศรษฐศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

                                                                                  เจริญวิทย์ เสน่หา 

 

     ทำไมถึงมีคำกล่าวว่า ระบบเกษตรกระแสหลักหรือเกษตรเชิงเดี่ยว (เกษตรเคมี) ว่าเป็น “เกษตรฝืนธรรมชาติ และเกษตรแบบทำลาย” ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในการทำให้เกิดปัญหาความยากจน หนี้สิน ปัญหาสิ่งแวดล้อม / ทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาสังคมชนบทล่มสลาย ปัญหาการค้าและข้ออ้างในการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ฯลฯ 

ทั้งๆ ที่ภาคการเกษตรการค้าเป็นแหล่งสร้างรายได้และเงินตราต่างประเทศ นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ทำให้ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ เจริญรุ่งเรืองอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

     หากพิจารณาอย่างผิวเผินแล้วก็จะเห็นประโยชน์ดังนั้นแล แต่ถ้าพิจารณาโดยสัมมาทิฐิจากมุมมองของผู้มีปัญญาแล้วก็จะพบว่า ภาพที่ปรากฏเป็นเพียงภาพมายาที่มีการปรุงแต่งให้ดูสวยงาม จึงเกิดอาการที่เรียกว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว กันถ้วนทั่วหน้า   

       เหตุผลที่เราเห็นภาพลวงตาเหล่านั้นเป็นสิ่งดีงาม มีผลมาจากปรากฏการณ์การสำคัญ ได้แก่ การติดตำรา บ้าวิทยาศาสตร์ ขาดจิตสำนึกรักแผ่นดิน ซึ่งทั้งสามสิ่งนี้เป็นรากเหง้าของปัญหาในการพัฒนาประเทศ

       การติดตำรา หมายถึง การนำระบบการศึกษาและวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งไม่เหมาะสมกับประเทศไทยเข้ามาใช้ โดยขาดการวิเคราะห์และไม่รู้เท่าทันกับดักที่วางไว้ ระบบคิดดังกล่าวได้แยกแยะและให้ความสำคัญของศาสตร์ต่างๆ โดยแยกกายภาพและจิตภาพออกจากกัน ไปเน้นที่ความเจริญทางวัตถุ ขาดความเข้าใจในจิตวิญญาณและความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่มีความสวยงามแบบตะวันออก (ไม่เห็นความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่นปล่อยให้ต่างชาตินำไปจดสิทธิบัตรและมาขายให้เราใช้) มองสิ่งต่างๆ แยกออกเป็นเรื่องๆ เป็นส่วนๆทำให้ขาดสมดุล ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถบูรณาการงานกันได้ และยากที่จะเห็นความงามและความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งที่ล้วนเกี่ยวพันกัน

       ตำราหลักที่นำมาใช้คือตำราทางเศรษฐศาสตร์ จากหนังสือ The Wealth of Nation ซึ่งเชื่อมั่นในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การค้าและการแข่งขันว่าจะสามารถทำให้สังคมโลกสามารถจัดสรรทรัพยากรและผลิตสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสนองต่อความต้องการที่มีไม่สิ้นสุดของมนุษย์ (กิเลส)

       ทฤษฎีดังกล่าวมีสมมุติฐานที่สำคัญๆ หลายประการที่นำไปสู่การคืบคลานและครอบงำโลกทั้งใบของจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีข้อตกลงทางการค้าเสรีขององค์กรการค้าโลก WTO และข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี (FTA) จับตาดูให้ดีความมั่นคงด้านอาหารจะหายไป เกษตรกรไทยจะสูญพันธุ์

บ้าวิทยาศาสตร์ ในยุคโลกาภิวัฒน์หรือโลกยุคไร้พรมแดน การค้าขายที่ดีต้องมีมาตรฐานสินค้า ส่วนใหญ่เป็นไปตามความต้องการของผู้บริโภค และต้องสามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ว่าสะอาดปลอดภัย เช่น การกำหนดมาตรฐานเกลือบริโภคของไทย ทำให้คนไทยต้องบริโภคเกลือสินเธาว์ซึ่งไม่มีไอโอดีนผสมอยู่ในปัจจุบันได้เกิดผลกระทบอย่าง ใหญ่หลวงต่ออนาคตของชาติ จากงานวิจัยฯ พบว่าขณะนี้เด็กไทยมี IQ ต่ำกว่าเด็กในภูมิภาคใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว จีน มาเลเซีย

หรือในกรณีของมาตรฐานอาหารและเกษตร ส่วนใหญ่จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทปุ๋ยและยาเคมี หรือในกรณีของมาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพื่อการส่งออกได้ทำให้การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของไทยเป็นไปอย่างเชื่องช้า เป็นต้น

       ขาดจิตสำนึกรักแผ่นดินที่สำคัญ คือ การขาดจิตสำนึกของคนในชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ ที่ได้ร่วมกับระบบทุนใหญ่สร้างระบบอำนาจนิยมทางการเมือง ออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อพรรคพวกและระบบทุนนอกประเทศ เช่น การพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ให้สามารถระดมทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนจากภายในประเทศ ควบคุมสื่อ ขายทรัพย์สินของแผ่นดิน การบินไทย ปตท. และกำลังจะตามมา เช่น การไฟฟ้า ประปา รถไฟ ฯลฯ และผันเงินออกนอกประเทศโดยผ่านทางการเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์ การคอรัปชั่นเชิงนโยบายจึงเกิดขึ้น และกระจายตัวฝังรากของกระบวนการคอรัปชั่นไปในทุกหย่อมหญ้า

จากรากเหง้าของปัญหาในการพัฒนาประเทศและผลจากการปฏิวัติเขียว(หรือการส่งเสริมการทำเกษตรเชิงเดี่ยว) ที่เน้นความเข้มข้นในการใช้พื้นที่ดิน พึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยขาดการบำรุงรักษาทรัพยากรการผลิต ทำให้ทรัพยากรการผลิตและปัจจัยการผลิตมีคุณภาพต่ำ ผลิตภาพทางการเกษตรจึงลดต่ำลง ต้นทุนที่เกิดจากปัจจัยการผลิตสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ราคาผลผลิตเกษตรมีแนวโน้มลดลง เกษตรกรและประเทศชาติเป็นหนี้สินและเกิดความยากจนทั่วทุกหัวระแหง เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ  ปัญหาสุขภาพ  การล่มสลายของสังคมชนบท ปัญหายาเสพติด การขาดดุลการค้าการชำระเงิน ฯลฯ

จากปัญหาข้างต้น มีผู้รู้จำนวนมากได้นำเสนอระบบเกษตรกรรมทางเลือกในรูปแบบต่างๆ มาไม่ต่ำกว่า 30 ปี แล้วในประเทศไทย เช่น เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน) มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน โครงการกสิกรรมไร้สารพิษ เป็นต้น ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับนโยบายมากขึ้นเป็นลำดับ เช่น ได้มีมติคณะรัฐมนตรีหลายเรื่องที่เอื้อต่อการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน อาทิ นโยบายเกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงเป็นวาระแห่งชาติ ที่นำเสนอโดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

เมื่อพิจารณาจากปัญหาเกษตรกระแสหลัก จะเห็นได้ว่า ภาคเกษตรกรรมทั้งหมดของประเทศมีความจำเป็นต้องพัฒนาไปสู่ระบบเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าการเกษตรที่ดำเนินอยู่นั้นจะเป็นเกษตรกรรมในพื้นที่ชนบทหรือในพื้นที่เขตเศรษฐกิจก้าวหน้า ที่เน้นเรื่องการผลิตเพื่อขายและส่งออกก็ตาม สามารถพิจารณาถึงกระบวนการขับเคลื่อนไปสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่สูงขึ้น ทั้งนี้โดยอาจอธิบายความให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้

       - เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นกรอบการพัฒนาที่เป็นองค์ร่วม นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่สมดุลยั่งยืน สู่ “สังคมแห่งความสุขสมานฉันท์” เป็นวิวัฒนาการทางแนวคิดที่เชื่อมโยงธรรมชาติของสรรพสิ่งที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

- เป็นการรักษาและฟื้นฟู ดิน น้ำ และฐานทรัพยากรชีวภาพ ให้อุดมสมบูรณ์ ไม่ให้เสื่อมโทรม ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของการพัฒนาภาคเกษตรกรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบเกษตรกรรมที่มุ่งหวังเพื่อการดำรงชีพอย่างพอเพียง หรือการผลิตเพื่อการค้าและส่งออกก็ตาม เพราะการทำลายฐานทรัพยากรดังกล่าวเป็นการทำลายทั้งการดำรงชีพอย่างเพียงพอ และทำลายศักยภาพในการแข่งขันในระยะยาวด้วย

       - ระบบเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ตามรูปแบบต่างๆ ข้างต้น ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่เกษตรกรรมส่วนใหญ่ในชนบท เกษตรกรในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านนิเวศวิทยาและเกษตรกร ซึ่งต้องการระบบการผลิตที่มีอิสระโดยไม่พึ่งพิงระบบตลาดมากนัก การขยายผลของรูปแบบเกษตรกรรมดังกล่าวไปครอบคลุมพื้นที่และชุมชนเกษตรกรรมต่างๆ ให้มากขึ้น เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความสำเร็จในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยรวมให้ยั่งยืนได้

- เกษตรกรรมยั่งยืนฯ เป็นนวัตกรรมทางสังคม เช่นเดียวกับนวัตกรรมทางสังคมอื่นๆ เช่น แผนแม่บทชุมชน วิสาหกิจชุมชน เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแนวความคิด เป็นกระบวนการสร้างความร่วมมือ และการเรียนรู้ของชุมชนให้รู้จักตัวเองวิธีคิด ปรับวิธีการดำรงชีวิต การทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครอบครัว เป็นกุศโลบายที่แยบยลในการจุดประกายความคิดในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ชุมชนและสังคมในที่สุด

       - เกษตรกรรมยั่งยืนฯ ถือเป็นสัมมาชีพชนิดหนึ่ง เป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่มีผลกระทบในทางลบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันอาชีพที่สุจริตและถูกกฎหมายหลายอาชีพได้ก่อให้เกิดผลกระทบในทางลบกับผู้ประกอบอาชีพ เช่น พ่อค้าคนกลาง อาชีพขายยาและปุ๋ยเคมี และอาชีพการเกษตรก็ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตนเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมเช่นกัน อาชีพเหล่านี้ได้ถือเป็นสัมมาชีพ

การมุ่งพัฒนาการเกษตรไปสู่ระบบการเกษตรเพื่อสุขภาพ สังคม สิ่งแวดล้อมนั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่ และมีความจำเป็น เพราะการทำการเกษตรไม่ใช่มีความหมายและบทบาทเฉพาะแค่การผลิตอาหารและปัจจัย 4 หรือเพื่อการค้าและมิติทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น ในการทำเกษตรกรรมยั่งยืนฯ ยังเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมชนบท วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และยังมีมิติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกมากมายที่ขาดหายไปจากประเทศไทยมานานจำเป็นหยิบยกมาพูดกันได้แล้ว

สมควรเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาลไทย ควรรีบทำความเข้าใจกับสาธารณชน ในเรื่องเกษตรกรรมยังยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะเครื่องมือในการไขปัญหาความยากจน(จนปัญญา) โดยเร่งรณรงค์และผลักดันให้มีการนำยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นวาระแห่งชาติโดยเร็ว 

                                                                        -------------------------

หมายเหตุ: ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันจันทร์ที่ 15 พฤษภาคม 2549


FoodSafety 2007 © Alright Reserve