foodnew1.jpg (6215 bytes)

ความปลอดภัยด้านอาหาร 

FOOD   SAFETY 

กระทรวงสาธารณสุข

Healthy Thailand Food Control Hot  Topics Consumers   Links Home Page


พิษวิทยา ของสารกำจัดแมลง

สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต

(Organophosphate Insecticides)

  • สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต เป็นสารอินทรีย์ที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบสำคัญ
  • ความเป็นพิษ
    • ความเป็นพิษของสารกำจัดแมลงในกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน แม้ว่าจะมีกลไกการออกฤทธิ์เหมือนกัน โดยทั่วไปแล้ว ความเป็นพิษมากหรือน้อยของสารกำจัดแมลง หรือสารพิษใดๆ สังเกตได้จากค่า LD 50 (LD 50 หมายถึง ค่าความเข้มข้นของสารเคมีที่ทำให้สัตว์ทดลองตายไปจำนวน 50% ของสัตว์ทดลองที่ได้รับสารเคมีนั้น)
    • ตารางที่ 1 ประเภทของสารออร์กาโนฟอสเฟต แบ่งตามระดับอันตราย หรือความเป็นพิษ

ประเภทสาร

สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต

Ia (LD 50 < 5 มก./ กก. )
  • Chorfenvinphos
  • EPN
  • Disulfoton
  • Fonofos
  • Mephosfolan
  • Mevinphos
  • Parathion
  • Parathion-methyl
  • Phoxim
  • Sulfotep
Ib (LD 50 5-50 มก./ กก. )
  • Azinphos-ethyl
  • Azinphos-methyl
  • Bromophos-ethyl
  • Carbophenothion
  • Dichlorvos
  • Dicrotophos
  • Fenthion
  • Isazofos
  • Isofenphos
  • Mithamidophos
  • Monocrotophos
  • Omethoate
  • Oxydemeton-methyl
  • Thiometon
  • Triazophos
  • Vamidothion
II (LD 50 50-500 มก./ กก. )
  • Chlorpyrifos
  • Diazinon
  • Dimethoate
  • Ethion
  • Etrimfos
  • Fenitrithion
  • Formothion
  • Methacrifos
  • Naled
  • Phenthoate
  • Phosalone
  • Phosmet
  • Profenophos
  • Prothiofos
  • Quinalphos
  • Sulprofos
III (LD 50 > 500 มก./ กก.)
  • Acephate
  • Azamethiphos
  • Bromophos
  • Malathion
  • Pirimiphos-methyl
  • Tetradifon
  • Trichlorfon
  • กลไกการออกฤทธิ์
  • สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต จะรวมตัวกับเอนไซม์ อะเซทิลโคลีนเอสเทอเรสอย่างถาวร(irreversible) ทำให้เกิดการสะสมของอะเซทิลโคลีนที่บริเวณต่างๆ ได้แก่ sympathetic ganglion, para sympathetic ganglion, บริเวณที่ติดต่อระหว่างประสามและกล้ามเนื้อ (neuromuscular junction) ตามปกติเมื่ออะเซทิลโคลิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ตรงบริเวณซินแนปส์ หรือที่ปลายประสาท แล้วจะถูกทำลายด้วยเอนไซม์ โคลีนเอสเทอเรส แต่การรวมตัวระหว่างฟอสเฟตอินทรีย์ ในสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตกับเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสอย่างถาวร จะทำลายฤทธิ์เอนไซม์นี้ ทำให้เกิดการคั่งของปริมาณของอะเซทิลโคลีนมากมาย ที่บริเวณซินแนปส์ หรือปลายเซลล์ประสาท จึงเพิ่มการเกิด Depolarization ของ Postsynaptic membrane อยู่ตลอดเวลา ทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ประสาทอย่างมากมาย และติดต่อกันเรื่อยไป โดยเฉพาะในระบบพาราซิมพาเตติก และระบบที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย กล้ามเนื้อจะกระตุกสั่นจนเกิดอาการเกร็ง แต่หากความเข้มข้นของอะเซทิลโคลินเพิ่มมากเกินไป จะทำให้เกิดฤทธิ์ตรงข้าม คือ เกิดอาการอ่อนเพลียมาก จนอัมพาตทั้งประสาทและกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลายจะได้รับผลกระทบจากพิษมากกว่ากล้ามเนื้อเรียบ
  • สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตจะรวมตัวกับเอนไซม์อะเซทิลโคลินเอสเทอเรส เกิดเป็นสารประกอบ และถ้าปล่อยไว้นาน จะเกิดการละลายน้ำ จะทำให้เกิดการสูญเสีย phosphate ไป 1 กลุ่ม เรียกว่า “ aging” ซึ่งจะทำให้การรักษาแก้ไขลำบาก
  • อาการพิษ
    • อาการพิษเฉียบพลัน
      • ?
      • อาการพิษแบบมัสคารินิค พบส่วนใหญ่ที่กล้ามเนื้อเรียบ หัวใจ และต่อมมีท่อ อาการที่เกิดขึ้นในระยะแรก คือ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออก หัวใจเต้นช้า ม่านตาหรี่ ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ เกิดอาการเกณ้งของหลอดลม หลอดลมมีเมือกและเสมหะมาก
      • อาการพิษแบบนิโคตินิค อาการพิษแบบนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการสะสมของอะเซทิลโคลินที่ปลายประสาท และที่ซินแนปส์ ของระบบประสาทอัตโนมัติ อาการที่เกิดขึ้นคือ กล้ามเนื้อถูกกระตุ้นมากกว่าปกติ มีการกระตุกกล้ามเนื้อที่หน้า หนังตา ลิ้น ถ้าอาการรุนแรงขึ้นจะพบว่า กระตุกมากทั่วทั้งร่างกาย ต่อมาจึงจะเกิดอาการอ่อนเพลียตามกล้ามเนื้อทั่วไป และเกิดเป็นอัมพาตของกล้ามเนื้อในที่สุด หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง การหายใจล้มเหลว
      • อาการทางสมองเนื่องจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง อาการที่พบได้แก่ มึนศีรษะ ปวดศีรษะ งง ซึม กระสับกระส่าย ถ้าอาการมาก อาจชักและหมดสติได้
      • ผู้ป่วยที่มีอาการมากอาจตายได้เนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลอดลมตีบตัน กล้ามเนื้อของระบบการหายใจเป็นอัมพาต และศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองหยุดทำงาน ในรายที่มีอาการไม่รุนแรง อาการจะดีขึ้นใน 2-3 วัน แต่จะอ่อนเพลีย ไม่มีแรงเป็นเวลานาน
    • อาการพิษระยะยาว
      • สารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิด อาจก่อให้เกิดอาการพิษทางระบบประสาท ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาการพิษดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นที่ส่วนปลายประสาทของขาก่อน ต่อมาจะมีอาการเดินโซเซ เสียความรู้สึก กล้ามทเนื้ออ่อนเพลีย ต่อมาจะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้น อ่อนเพลียมากขึ้น และเริ่มเป็นตามแขนด้วย ลักษณะทางพยาธิวิทยาที่พบ จะเป็นลักษณะการทำลายซึ่งเกิดขึ้นที่เซลล์ประสาทส่วน แอคซอน(Axon)ตามด้วยการทำลายไมอีลิน(Myelin) ซึ่งเข้าใจว่าการทำลาทยเซลล์ดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการเมตาบอลิสม์ ของเซลล์ประสาทในไขสันหลัง การขาดการสังเคราะห์สารบางชนิดจึงทำให้เกิดกระบวนการ “ Dying Back” หลังจากเกิดอาการพิษนี้แล้วประมาณ 2-3 วัน ถึง 2 อาทิตย์ อาการจะดีขึ้นอย่างช้าๆ
  • ตารางที่ 2 อาการแสดงจากการที่มี อะเซทิลโคลินคั่งสะสม

เนื้อเยื่อประสาทและตัวรับ

อวัยวะ

อาการ

Parasympatheticmautonomic(Muscarinic receptors) post ganglionic nerve fibers Exocrine glands

ตา

ทางเดินอาหาร

ทางเดินหายใจ

ระบบไหลเวียนโลหิต

ทางเดินปัสสาวะ

น้ำตาไหล น้ำลายฟูมปาก เหงื่อแตก

ม่านตาหรี่ หนังตาตก ตาพร่า เยื่อบุตาแดง ตาแดง

คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องเกร็ง ท้องร่วง อุจจาระราด

น้ำมูกไหล ไอ เสมหะมาก อึดอัดในทรวงอก หลอดลมหดเกร็ง หายใจลำบาก

หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตตก

ปัสสาวะราด

Parasympathetic และ Sympathetic autonomic fibers(nicotinic receptors) ระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจเต้นเร็ว ซีดเผือด ความดันโลหิตเพิ่ม
Somatic motor nerve fibers(nicotinic receptors) กล้ามเนื้อลาย Muscle fasiculation (หนังตา กล้ามเนื้อ ใบหน้า) ตะคริว Tendonreflexsลด กล้ามเนื้อทั่วๆไปอ่อนล้า (รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจ) อัมพาต
สมอง(Acetylcholine receptors) ระบบประสาทกลาง ซึม อ่อนล้า สับสน ขาดสมาธิ ปวดศีรษะ หมดสติ ไม่มีreflex สั่น หายใจลำบาก(Cheyne-T strokes) ชัก กดศูนย์หายใจ ตัวเขียว
  • การรักษา
    • การกำจัดสารพิษ
      • ให้ activated charcoal ล้างท้อง
      • ห้ามให้ ipecac
    • การแก้ไขอาการชัก
      • ให้ยากลุ่ม benzodiazepines และ barbiturates เข้าทางหลอดเลือดดำ
    • การให้Atropine เพื่อแก้อาการพิษแบบมัสคารินิค
      • ผู้ใหญ่ ให้ยาในขนาด 2-5 มก. โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
      • เด็ก ให้ยาในขนาด 0.25 มก./กก. โดยฉีดเข้าหลอดเลือดดำ
      • โดยให้ยาทุก 10 – 30 นาที จนกว่า secretion จะแห้ง หรือ เกิดอาการ atropinization(หน้าแดง ปากแห้ง ม่านตาขยาย ชีพจรเต้นเร็ว)
    • การให้ pralidoxime(2-PAM) เพื่อแก้อาการพิษแบบนิโคตินิค และอาการพิษที่ระบบประสาท
      • ผู้ใหญ่ ให้ยาในขนาด 1 –2 กรัม โดยฉีดเข้าเส้นเลือดดำ
      • เด็ก ให้ยาในขนาด 25 – 50 มก./กก. โดยเจือจางด้วยน้ำเกลือ(normal saline)ให้ได้ความเข้มข้น 5% และให้โดยการหยดเข้าทางหลอดเลือดดำ(infuse)ในเวลาที่นานกว่า 5 – 30 นาที
      • โดยให้ทุก 6 – 12 ชั่วโมง
    • การแก้ภาวะ ความดันโลหิตต่ำ
      • ให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ(IV fluid) , dopamine, norepinephrine
      • หลีกเลี่ยงยากลุ่ม depolarizing neuromuscular blockers
    • ค่าที่ต้องติดตาม
      • การทำงานของหัวใจ
      • ระดับเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส( ทั้ง plasma และ red cell cholinesterase)

( จาก โครงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผักสดปลอดสารเคมี(พ.ศ. 2537-2542) กลุ่มงานพัฒนาความปลอดภัยด้านเคมีวัตถุ และกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา   ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)



webmaster:ภก.วัฒนา  อัครเอกฒาลิน wattana@fda.moph.go.thสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข