SharePoint

Skip Navigation LinksNews

  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
  
Index_Detail
1579
  
28 กันยายน 2565ข่าว อย.1Yes9/28/20229/28/20239/28/2022 9:59 AM9/28/20221712565

     สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบผลิตภัณฑ์ 6 ชนิด ได้แก่

     1.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซันดอส (Sundos) เลขสารบบอาหาร 11-1-06353-1-0404 อวดอ้างรักษาโรคเบาหวาน... ฟื้นฟูการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ตับและไต

     2.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไดอะเฮอเบิล (Diaherbal) เลขสารบบอาหาร 10-1-07561-5-0054 อวดอ้างรักษาโรคเบาหวาน...ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน

     3.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไดอะมิน (Diamin) เลขสารบบอาหาร 11-1-24162-5-0010 อวดอ้างรักษาโรคเบาหวาน... ฟื้นฟูการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ตับและไต

     4.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคาลเมรอล (CALMEROL) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6400013649 อวดอ้างรักษาโรคผิวหนัง ภูมิแพ้... ฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เป็นโรค เสริมสร้างคุณภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

     5.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพาราด็อกซ์ (Paradox) เลขสารบบอาหาร 10-1-07561-5-0071 อวดอ้างกำจัดพยาธิ และไข่พยาธิ ลดกลิ่นปากจากปรสิต เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง

     6.ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางวีราโคส แบรนด์ (VERAKOSE BRAND) เลขที่ใบรับจดแจ้ง 10-1-6300039082 อวดอ้างรักษาเส้นเลือดขอดใน 7 วัน โดยไม่ต้องผ่าตัด

     ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีการแอบอ้างใช้ภาพถ่ายของแพทย์หญิง คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ และแอบอ้างชื่อบุคลากรทางการแพทย์ นำไปตัดต่อ ดัดแปลง เติม และใช้ถ้อยคำโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยไม่สมควร และไม่ได้รับอนุญาตโฆษณากับ อย.

ข้อแนะนำ

     ขอแนะผู้บริโภคว่า นอกจากการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อมูลการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai แล้ว ควรพิจารณาเนื้อหาการโฆษณาของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวด้วย อย่าหลงเชื่อโฆษณาที่โอ้อวดสรรพคุณเกินจริง โดยผู้บริโภคสามารถตรวจสอบว่าโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเครื่องมือแพทย์ ได้รับอนุญาตหรือไม่ผ่านทางหน้าเว็บไซต์ อย. หมวดบริการประชาชน ในหัวข้อสืบค้นใบอนุญาตโฆษณา ทั้งนี้ หากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะไม่ปลอดภัย ขอให้แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

***********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 28  กันยายน 2565  ข่าวแจก 171  / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1578
  
27 กันยายน 2565 ข่าว อย.2Yes9/27/20229/27/20239/28/2022 10:00 AM9/27/2022ข่าวแจก 1702565

26 กันยายน 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบ
ต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบยาของประเทศไทย พ.ศ. 2566-2570 โดยมีเป้าประสงค์ 4 ประเด็น ได้แก่ 1. ประเทศมีความมั่นคงด้านยา
มียาจำเป็นไว้ใช้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงทีทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน
2. อุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล 3. ประชาชนมีความปลอดภัยเมื่อใช้ยาและมีผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดี และ 4. ระบบยามีการจัดการบนพื้นฐานของสารสนเทศอย่างมีธรรมาภิบาล มุ่งหวังให้ระบบยาที่มั่นคง บนพื้นฐานของการวิจัยและพัฒนายา ประชาชนเข้าถึงยาคุณภาพอย่างทั่วถึงและปลอดภัย

ทั้งนี้ การนำร่างแผนปฏิบัติการด้านยาฯ ไปสู่การปฏิบัติ จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของอุตสาหกรรมยาในประเทศ โดยผลักดันให้เกิดการผลิตยานวัตกรรมได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มมูลค่าการส่งออก อีกทั้งยังผลักดันให้มียาสามัญทดแทนยาต้นแบบ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชน และปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งมียาสำคัญ
เช่น ยาสำหรับรักษาโรคติดเชื้อ COVID-19 ไว้ในบัญชีพิเศษ จำนวน 4 รายการ ได้แก่ ยานีมาทรีเวียร์และ
รีโทนาเวียร์ (แพ็กซ์โลวิด) ยาเรมเดซิเวียร์ ยาโมลนูพิราเวียร์ และยาฟาวิพิราเวียร์ ภายใต้เงื่อนไขจะมีการทบทวนข้อมูล
ทุก 6 เดือนหรือเมื่อมีข้อมูลหลักฐานใหม่ และยังเพิ่มยาน้ำมันสารสกัดกัญชาที่มี THC ชนิดเข้มข้นกว่าเดิม 6 เท่า เพื่อใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดปานกลางจนถึงรุนแรง ส่งเสริมการเข้าถึงและการใช้ยาจากสมุนไพรในระบบบริการสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายจากการกำหนดราคากลางของยาที่มีราคาแพง ซึ่งคาดว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย
ของภาครัฐได้กว่า 1,200 ล้านบาท ในปี 2566 รวมทั้งการขับเคลื่อนประเทศสู่การใช้ยาอย่างสมเหตุผลสอดคล้องตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า จะเร่งผลักดัน (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาระบบยา
ของประเทศไทย พ.ศ. 2566 -2570 นี้ เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อประกาศใช้ พร้อมมอบหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนให้ระบบยามั่นคงด้วยการวิจัยพัฒนา ประเทศมีการจัดหายาจำเป็นไว้ใช้อย่างต่อเนื่องและทันท่วงที ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน

วันที่เผยแพร่ข่าว  27  กันยายน  2565 ข่าวแจก 170  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1577
  
27 กันยายน 2565บทแถลงข่าว3Yes9/27/20229/27/20239/28/2022 10:00 AM9/27/2022แถลงข่าว 342565

         สืบเนื่องจากมี กก.4 บก.ปคบ. ได้ตรวจสอบการโฆษณาประกาศขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "ชาร์มาร์ กลูต้า" ที่จำหน่ายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก (Facebook), ติ๊กต็อก (Tiktok) และไลน์ (Line)
โดยโฆษณาชวนเชื่อว่า "ปลอดภัยไม่ผิดกฎหมายและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค" เมื่อนำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวส่งไปตรวจวิเคราะห์ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบวัตถุออกฤทธิ์ 2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน (desoxy-D2PM) ซึ่งจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฯ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด จึงทำการสืบสวนจนทราบถึงกลุ่มผู้ผลิต สถานที่ผลิต และสถานที่จัดจำหน่าย โดยจากการสืบสวนทราบว่า สิรินดา คอสเมติกส์ เป็นโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยมีบริษัท ชาร์มาร์เพอร์เฟค จำกัด เป็นผู้ว่าจ้างให้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารฯ ผสมวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน) แล้วมาว่าจ้างนายอนิวัต (สงวนนามสกุล) หรือ นารา เป็นอินฟลูเอนเซอร์หลักในการโฆษณาและขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีนายเมธากร (สงวนนามสกุล) เป็นเจ้าของบัญชีธนาคารที่รับโอนชำระค่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติกับ นางนิชกานต์(สงวนนามสกุล) เจ้าของบริษัท ชาร์มาร์ จากการตรวจสอบพบว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้า ผลิต จำหน่าย วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน) แต่อย่างใด

          จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับ 1. นายเมธากร (สงวนนามสกุล), 2. นายอนิวัต (สงวนนามสกุล) และ 3. นางสาวนิชกานต์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหา "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลโพโรลิดีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำทางการค้า"

          และต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2565 ได้ทำการตรวจค้น สถานที่ผลิต จัดเก็บและจำหน่าย รวม 7 จุด ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี จำนวน 3 จุด, จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 2 จุด และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 1 จุด รายละเอียดดังนี้

          1. สิรินดา คอสเมติกส์ บ้านเลขที่ 62 หมู่ 4 ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตและเก็บผลิตภัณฑ์ ชาร์มาร์ กลูต้า พบอุปกรณ์ในการผลิต และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 4 รายการ

          2. โกดังเก็บของ (ไม่ทราบเลขที่) หมู่ 4 ตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
พบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 3 รายการ

           3. บริษัท เอสแอล อินเตอร์แลบ จำกัด ที่ตั้ง 133/1 หมู่ 2 ตำบลบ้านไร่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับ สิรินดา คอสเมติกส์ พบอุปกรณ์ในการผลิต และพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 5 รายการ

          4. บริษัท ชาร์มาร์เพอร์เฟค จำกัด 129 หมู่ 9 ตำบลหนองบัว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัด มหาสารคาม พบนายเมธากร (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 536/2565 ลงวันที่ 13 กันยายน 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำทางการค้า" และพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 2 รายการ และ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 จำนวน 2 รายการ

            5. บ้านเลขที่ 113 หมู่ 9 ตำบลหนองบัว อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม พบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 1 รายการ

            6. บ้านเลขที่ 15 หมู่ 11 ซอย 27 ตำบลบ้านกรด อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบ นายอนิวัต (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 538/2565 ลงวันที่ 13 กันยายน 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำทางการค้า" และพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 3 รายการ

              7. บริเวณทางเดินหน้าโรงแรมแบงค๊อก แมริออท เดอะ สุรวงศ์ แขวงสี่พระยา เขตบางรัก กรุงเทพฯ พบ น.ส.นิชกานต์ (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 537/2565 ลงวันที่ 13 กันยายน 2565 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลไพโรลิดีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำทางการค้า"

              รวมตรวจค้น 7 จุด จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย ตรวจยึดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 จำนวน 18 รายการ และผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 จำนวน 2 รายการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดีในข้อหา "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (2-ไดเฟนิลเมทิลโพโรลิดีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำทางการค้า"

               ในส่วนบริษัทสิรินดา คอสเมติกส์ และบริษัท เอสแอล อินเตอร์แลบ จำกัด เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับทั้งสองบริษัทต่อไป

การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม

                ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 31, 149 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เรื่อง วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 (ลำดับที่ 15) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 พ.ศ. 2565 ฐาน "ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 เพื่อการค้า" ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาท ถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท

               นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า 2-ไดเฟนนิลเมทิลไพโรลิดีน (2-diphenylmethylpyrrolidine หรือ desoxy-D2PM) จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ซึ่งช่วงหลังมักถูกตรวจพบว่ามีโรงงานผู้ผลิตลักลอบนำมาใส่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มมากขึ้นเหมือนไซบูทรามีน ซึ่งทั้ง 2 ตัวจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 โดยกำหนดห้ามให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ เว้นแต่ได้รับอนุญาต อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 94 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มีโทษตามมาตรา 149 (1) จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยผู้อนุญาตจะพิจารณาออกใบอนุญาตผลิต ขาย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ได้ เมื่อปรากฏว่าผู้ขออนุญาตเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลหรือสภากาชาดไทย และมีความประสงค์ที่จะผลิต ขาย นำเข้า ส่งออกหรือมีไว้ในครอบครองหรือใช้ประโยชน์ซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 เพื่อประโยชน์ของทางราชการอย่างหนึ่งอย่างใด แต่หากเพื่อการค้าฝ่าฝืน 149 วรรคสอง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 - 15 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000 - 1,500,000 บาท

ซึ่งอันตรายจากการใช้ D2PM นี้จะมีอาการประสาทหลอน หวาดระแวง หรือมีพฤติกรรมรุนแรง ม่านตาขยาย และเกิดภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติได้ ส่วนไซบูทรามีน จะมีอาการตั้งแต่ท้องผูก ปากแห้ง นอนไม่หลับ คลื่นไส้ หลอดเลือดขยาย ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น สับสน อ่อนแรง ปวดหัว โดยอุบัติการณ์การเกิดแตกต่างกันไป แต่ปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจคือ ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือด
ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ จึงขอเตือนผู้บริโภคกลุ่มสาว ๆ ที่หวังจะพึ่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในการลดอ้วนหรือลดน้ำหนักว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดที่จะใช้ลดความอ้วนได้ การลดความอ้วนที่ถูกวิธี คือ การออกกำลังกาย งดแป้ง ทานผักผลไม้ หมั่นขยับตัวและกายบริหารระหว่างงานได้ ซึ่งสามารถลดอาการเหนื่อยล้าจากกการทำงานได้เช่นกัน ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ได้ที่ www.fda.moph.go.th หากพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

              พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยามารับประทานเพื่อรักษาโรค ควรเลือกซื้อจากร้านขายยา หรือร้านค้าที่มีหลักแหล่งและไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อวดอ้างผอมภายใน 7 วัน หรือขาวแบบออร่า เป็นต้นและขอเตือนผู้ที่ลักลอบผลิต และขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ อาหารปลอมหรือที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันทีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขยายผลและกวาดล้างต่อไป หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เกิดผลกระทบกับร่างกายและเสียโอกาสได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 27 กันยายน 2565 แถลงข่าว 34 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1576
  
27 กันยายน 2565บทแถลงข่าว4Yes9/27/20229/27/20239/28/2022 10:00 AM9/27/2022332565

     พฤติการณ์กล่าวคือ  ด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก อย. แจ้งว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์พบเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย มีการนำภาพโรงพยาบาล, บุคลากรของโรงพยาบาลฯ และแอบอ้างชื่อโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในการนำเสนอขายผลิตภัณฑ์และมีบทความเนื้อหาที่เป็นเท็จและบรรยายสรรพคุณเกินความจริง เพื่อโฆษณาขายผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และสมุนไพรต่าง ๆ โดยปรากฏเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียที่เกี่ยวข้อง จำนวน 12 เว็บไซต์ (5 ผลิตภัณฑ์) ดังนี้

   1. แผ่นปิดตา รักษาโรคตา                         เว็บไซต์ https://mall.kddu.shop/eyey

   2. แผ่นปิดตา รักษาโรคตา                         เว็บไซต์ https://www.facebook.com/Ihbf-105511715349869/

   3. แผ่นปิดตา รักษาโรคตา                         เว็บไซต์ https://shop.sashaa.top/c3TGyt?

   4. แผ่นปิดตาและยาหยอดตารักษาโรคตา       เว็บไซต์ https://www.facebook.com/Sashaa-1-100646455737950/

   5. สติ๊กเกอร์ปิดท้องลดน้ำหนัก                     เว็บไซต์ https://www.zqllba.top/product.php?product_id=58614

   6 สติ๊กเกอร์ปิดท้องลดน้ำหนัก                     เว็บไซต์ http://goodplus.club/thd

   7. สติ๊กเกอร์ปิดท้องลดน้ำหนัก                     เว็บไซต์ http://online.igea.shop/hjsk

   8. สติ๊กเกอร์ปิดท้องลดน้ำหนัก                     เว็บไซต์ https://shop.ggyj.online/qwieo

   9. ผลิตภัณฑ์สเปรย์รักษาริดสีดวง                เว็บไซต์ Http://cekqxtni.com/products/qyhbs

   10. ยาสระผม รักษาผมหงอก                     เว็บไซต์ http://m.sale-day.shop/thshbj

   11. ยาสระผม รักษาผมหงอก                     เว็บไซต์ https://www.facebook.com/Fuiashop-101577989238077

   12. ยาสระผม รักษาผมหงอก                     เว็บไซต์ https://www.facebook.com/Ndgeshop-112090784608537/

      โดยเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มีการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เป็นการโฆษณามีเนื้อหาที่เป็นเท็จและบรรยายสรรพคุณเกินความจริง อาทิเช่น

     - ผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์ติดบริเวณท้อง ที่มีการโฆษณาว่า "คุณสามารถลดน้ำหนักได้ขณะนอนหลับ! ลดไขมันง่าย ๆ ไม่ออกกำลังกายหรืออดอาหารบอกลาพุงใหญ่! ใช้ได้ทั้งชายและหญิง! [เก็บเงินปลายทาง ส่งฟรี]"

     - ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะดวงตา ที่มีการโฆษณาว่า "ไม่ต้องกลัวต้อกระจกอีกต่อไป อายุเยอะตาก็มองเห็นได้ชัดเจนจากการวิจัยและพัฒนายานี้ เราได้พิจารณาแล้วว่าแผ่นแปะนี้มีผลอัศจรรย์ต่อต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ สายตายาว และผู้ป่วยโรคตาอื่น ๆ"

     - ผลิตภัณฑ์ยาหยอดตา ที่มีการโฆษณาว่า "ผลิตโดยสถาบันวิจัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปัญหาสายตาต้องรีบรักษา! เหมาะสำหรับอายุมากกว่า 8 ปี โรคต้อหิน/ต้อเนื้อ/สายตาสั้น/สายตายาว/ต้อกระจก/สายตาเอียง/ต้อหิน/ตาแดง/ตาบอดกลางคืน/จอประสาทตาเสื่อม มีการประกาศอย่างเป็นทางในการประชุมปีนี้ว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาหยอดตานี้"

     - ผลิตภัณฑ์ยาสระผม ที่มีการโฆษณาว่า "ความคิดเห็นที่แท้จริงของผู้บริโภค ใช้มาสักพักละครับ ผมบนขมับ ผมหงอกลดน้อยลงจริงครับ, ก่อนหน้านี้เคยซื้อมาขวดนึงใช้เสร็จผมดำงอกมาเยอะเลย ตอนนี้เลยอยากสั่งเพิ่มครับหวังว่าจะผมดำทั้งหัว"

     - ผลิตภัณฑ์สเปรย์สมุนไพร ที่มีการโฆษณาว่า "สเปรย์ริดสีดวงทวาร กำจัดริดสีดวงทวารได้ง่าย ๆ อย่างรวดเร็วแค่ 7 วัน แก้คัน ห้ามเลือด ลดบวม ริดสีดวงหลุดถาวร ลดอาการปวด ทำความสะอาดทวารหนัก.. -เป้าหมายการฆ่าเชื้อ - ซ่อมแซมอย่างลำลึก -สารสกัดจากสมุนไพร -ลบริดสีดวงทวารอย่างอ่อนโยน.. รพ.บำรุงราษฎร์ แก้ปัญหาริดสีดวงทวาร.. ไม่ได้ผล ยินดีคืนเงินฟรี รักษาหายขาด ไม่เกิดซ้ำตลอดชีวิต เห็นผลใน 3 วัน..."

     ซึ่งมีประชาชนหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จำนวนมาก โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นผลิตภัณฑ์ภาษาต่างประเทศและไม่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคที่ซื้อไปใช้ เป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อคำโฆษณาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนจนกระทั่งทราบถึงแหล่งที่เก็บของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ที่มีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป

     ต่อมาเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จึงได้ร่วมกันนำหมายค้นเข้าตรวจค้นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ในพื้นที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ และ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 2 แห่ง รายละเอียดดังนี้

     1. โกดัง ย่านถนนกรุงเทพกรีฑา แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง จังหวัด กรุงเทพฯ พบผลิตภัณฑ์ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 3 รายการ

     2. โกดัง ย่าน ตำบลบางพลี อำเภอบางพลี จังหวัด สมุทรปราการ พบผลิตภัณฑ์ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สมุนไพร พ.ศ. 2562 จำนวน 15 รายการ และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 จำนวน 3 รายการ

     โดยได้ตรวจยึดผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ ที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.สมุนไพร พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 21 รายการ จากนั้นนำของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและขยายผลหากลุ่มผู้กระทำความผิดต่อไป

     จากแนวทางการสืบสวนขยายผลเบื้องต้นพบว่าผู้กระทำผิดกลุ่มนี้เป็นคนจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยและมีการติดต่อบริการรับฝากและส่งสินค้า หรือที่เรียกว่า Fulfillment ตามบริษัทต่าง ๆ จากนั้นสินค้าจะถูกส่งมาจากประเทศจีนเพื่อมาจำหน่ายผ่านบริการดังกล่าวในประเทศไทย

     โดยจากการสืบสวนขยายผลโกดังทั้งสองได้ความว่า

     โกดังที่ 1 ย่านลาดกระบัง มีบัญชีรับโอนเงินในการเก็บเงินปลายทาง คือ บริษัท เทควัน เทรดดิ้ง จำกัด โดยมี นายหู (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ

     โกดังที่ 2 ย่านสมุทรปราการ จากการสืบสวนขยายผลทราบว่ามีบัญชีรับโอนเงินการเก็บเงินปลายทางคือ นายหม่า (สงวนนามสกุล) สัญชาติจีน

     โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) ผ่านทางURL:www.https://www.antifakenewscenter.com/ ได้เคยประกาศ ผลิตภัณฑ์แชมพูสมุนไพรจีนห่อสิ่วโอว Ruzai กล่าวอ้างแก้ปัญหาเส้นผมไม่มีผมหงอกตลอดชีวิต, ผลิตภัณฑ์ยาหยอดตาสมุนไพรจีน กล่าวอ้างว่า รพ.บำรุงราษฎร์ แนะนำ รักษาโรคตาโดยไม่ต้องผ่าตัด ผ่านการรับรองจาก อย. ซึ่งพบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น แสดงข้อมูลทางการแพทย์ที่เป็นเท็จ และมีการใช้ข้อความโฆษณาแสดงคุณประโยชน์หรือสรรพคุณของอาหารที่ไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถรักษาโรคที่กล่าวอ้างได้ผู้บริโภคอาจเสียโอกาสในการรักษาตัวเอง

     นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  กล่าวว่า ปัจจุบันพบการโฆษณาหลอกขายผลิตภัณฑ์สุขภาพเถื่อนไม่ได้รับอนุญาตจาก อย. ในลักษณะการสั่งซื้อผ่านทางเว็บไซต์ โดยมีโดเมนอยู่ที่ต่างประเทศ และการจัดส่งสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง มีการกล่าวอ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือ เช่น แพทย์ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเนื้อความเหมือนการให้ความรู้และสอดแทรกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขายลงไป ข้อความดังกล่าวหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ไม่มีหลักฐาน หรือผลการทดสอบประสิทธิภาพทางวิทยาศาสตร์ของผลิตภัณฑ์มาสนับสนุน ขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่าไม่มีอาหารหรือเครื่องสำอางที่มีสรรพคุณรักษาโรค ฉะนั้นก่อนกดคำสั่งซื้อทุกครั้ง ขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน อย่าหลงเชื่อข้อมูลเท็จที่มักโฆษณาเกินจริง ทั้งนี้ ข้อมูลที่ตรวจพบทั้งหมด อย. จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) และเว็บไซต์ของ อย. เช็กชัวร์แชร์ ต่อไป ทั้งนี้ หากผู้ใดต้องการแจ้งเบาะแสร้องเรียน สามารถแจ้งที่สายด่วน อย. 1556 อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือ Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

     พล.ต.ต.อนันต์  นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่าขอให้ระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ อย่าหลงซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านสื่อออนไลน์ที่โฆษณาหลอกลวงสรรพคุณในการรักษาอาการเจ็บป่วย หรือลดน้ำหนักเกินจริง เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลตามที่โฆษณาไว้แล้วอาจทำให้กระทบสุขภาพ และถึงขั้นเจ็บป่วยเข้ารักษาที่โรงพยาบาล เพราะหลงเชื่อสินค้าที่ซึ่งรักษาไม่ได้จริง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์เฉพาะทาง และขอเตือนไปยังผู้คิดจะกระทำความผิดหลอกลวงคนอื่นด้วยวิธีการเอาความเจ็บป่วย หรือการลดน้ำหนักมาหลอกลวงขายสินค้าให้กับผู้บริโภค หากพบจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ ผู้ที่พบเห็นการกระทำความผิดกฎหมายในลักษณะอื่นใด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135 หรือ เพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค ได้ตลอดเวลา

         ************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 27 กันยายน 2565 แถลงข่าว 33 / ปีงบประมาณ พ.ศ.2565

    "การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1575
  
26 กันยายน 2565ข่าว อย.5Yes9/26/20229/26/20239/28/2022 10:00 AM9/26/2022ข่าวแจก 1682565

ทั้งนี้ อย. มุ่งมั่นในการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยจากการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ

พร้อมตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ณ ด่านอาหารและยา เพื่อป้องกันสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย

******************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 26  กันยายน 2565  ข่าวแจก 168 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

 

1574
  
23 กันยายน 2565ข่าว อย.6Yes9/23/20229/23/20239/28/2022 10:01 AM9/23/20221682565

     เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นช่วงเทศกาลกินเจ ละเว้นเนื้อสัตว์ ในปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กันยายน – 4 ตุลาคม 2565 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมส่งเสริมเทศกาลกินเจ ลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังคุณภาพผลิตภัณฑ์อาหารเจในภาชนะบรรจุพร้อมจำหน่าย โดยต้องไม่มีการปนเปื้อนดีเอ็นเอจากสัตว์และเป็นไปตามกฎหมาย จากการตรวจสอบสถานที่ผลิต นำเข้า ร้านค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วกรุงเทพฯ เพื่อเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ เช่น เนื้อเทียม ปลาเทียม ลูกชิ้นเทียม ปลาหมึกเทียม จำนวน 36 รายการ ผลการตรวจสอบทั้งหมดไม่พบการปนเปื้อนของเนื้อสัตว์

     เภสัชกรวีระชัย นลวชัย ยังได้แนะนำวิธีล้างผักผลไม้ ลดสารพิษตกค้าง ด้วย 3 วิธีง่าย ๆ โดยล้างด้วยน้ำธรรมดาไหลผ่าน เพียงแช่ผักในน้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลผ่านแรงพอประมาณ และคลี่ใบผักถูไปมานาน 2 นาที หรือล้างด้วยน้ำส้มสายชู โดยแช่ผักผลไม้ในน้ำผสมน้ำส้มสายชู 5 เปอร์เซ็นต์ ในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือล้างด้วยโซเดียมไบคาร์บอเนต โดยใช้ผงฟูหรือเบกกิ้งโซดา ครึ่งช้อนโต๊ะผสมน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด นอกจากนี้ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเจ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สะอาด ปลอดภัยและได้มาตรฐาน โดยดูผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากแสดงชื่ออาหาร เลขสารบบอาหาร ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้า และแสดงน้ำหนักสุทธิ เป็นต้น ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้รับความปลอดภัยจากการบริโภคขอให้ร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือผ่าน Line @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

****************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  23 กันยายน  2565 /  ข่าวแจก  168   ปีงบประมาณ พ.ศ.2565

1573
  
21 กันยายน 2565บทแถลงข่าวnullYes9/21/20229/21/20239/28/2022 10:01 AM9/21/2022แถลงข่าว 322565


สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนจาก อย. ให้ตรวจสอบการขายเครื่องดื่มจากใบกระท่อม ทางเฟซบุ๊ก ชื่อ "ยงยุทธ ทองเทพ (ป๊อก ไม่เคยขัดจัดให้ตลอด) URL:https://www.facebook.com/100022329857539  โดยเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุข้อความโฆษณาขาย "ใบท่อม ฝาแดง เงิน กัญชา น้ำต้ม ราคาปลีก ส่ง" จึงทำการสืบสวนจนทราบตัวเจ้าของเฟซบุ๊คดังกล่าว พบว่า มีการขายน้ำกระท่อมบรรจุขวด คู่กับยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมยี่ห้อดาทิสซิน(DATISSIN SYRUP) หรือ "ยาฝาแดง", ยาแก้แพ้ยี่ห้อ อเลอร์ยิ่น(ALLERGIN SYRUP) หรือที่เรียกในกลุ่มวันรุ่นว่า "ยาฉลากฟ้า" และยาแก้ไอยี่ห้ออาชาค็อก(ASACOG) ซึ่งเป็นยาที่มีส่วนผสมของตัวยา chlorpheniramine maleate ซึ่งต้องจำหน่ายโดยเภสัชกร

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. จึงได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายค้นของศาลอาญา ที่ 816/2566 ลงวันที่ 14 กันยายน 2565
ตรวจค้นบ้านเลขที่ 82/54 ซอยประชาสงเคราะห์ 4 แยก 5 แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร
พบนายยงยุทธ (สงวนนามสกุล) พบใบกระท่อม อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตและแบ่งบรรจุน้ำต้มกระท่อม และผลิตภัณฑ์ยาที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ.2510 จำนวน 3 รายการ ดังนี้

  1. ยาแก้แพ้ยี่ห้อ อเลอร์ยิ่น (ALLERGIN SYRUP) จำนวน 250 ขวด
  2. ยาแก้ไอยี่ห้ออาชาค็อก (ASACOG) จำนวน 100 ขวด
  3. ยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมยี่ห้อดาทิสซิน (DATISSIN SYRUP) จำนวน 1,535 ขวด

เบื้องต้น นาย ยงยุทธฯ ผู้ต้องหารับว่าตนเองไม่ได้มีความรู้ด้านเภสัชกรรมแต่อย่างใด โดยตนต้มน้ำกระท่อมและแบ่งบรรจุขายคู่กับยาแก้แพ้ หรือยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อม เฉลี่ยวันละ 400-500 ขวด ซึ่งเป็นที่รู้กันในกลุ่มวัยรุ่นต้มน้ำกระท่อมและยาแก้แพ้ แก้ไอ สำหรับผสมยาเสพติดชนิด 4x100 เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 ดำเนินคดี จากการสืบสวนทราบตัวกลุ่มผู้ขายยาแก้ไอในปริมาณสูงให้แก่ นาย ยงยุทธฯ แล้วและศาลอนุมัติหมายจับบุคคลดังกล่าวไว้แล้ว

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม

            1. พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ฐาน "ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน
5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

            2. พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562 ฐาน "ไม่มีใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร และไม่ได้ขออนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร" เป็นความผิดฝ่าฝืนตามมาตรา 17 และ 58(4)

ภก. วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า การปลดล็อกพืชกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 ประชาชนสามารถปลูกพืชกระท่อม ครอบครอง ซื้อ ขายต้น/ใบ หรือนำมาบริโภคส่วนตนในครัวเรือนได้ แต่การนำใบกระท่อมมาเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้แก่ผลิตภัณฑ์สมุนไพร อาหาร และเครื่องสำอาง การผลิตเพื่อจำหน่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้น

การขาย "น้ำต้มใบกระท่อมบรรจุขวด" โดยผู้ผลิตนั้นไม่มีใบอนุญาตผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ฝ่าฝืนตามมาตรา 17 และ 58 (4) แห่ง พรบ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ต้องระวางโทษตามมาตรา 91 จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามมาตรา 106 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย. ขอย้ำ ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ที่มีภาวะนอนไม่หลับ ผู้ที่มีความผิดปกติของตับและไต หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า18 ปี ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ผิดปกติ รวมทั้งผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น กลุ่มยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำต้มใบกระท่อม

ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ได้รับอนุญาตจาก อย. แล้วได้ที่ www.fda.moph.go.th หากพบผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

               พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. กล่าวว่า แม้จะมีการปลดล็อก "พืชกระท่อม" ออกจากยาเสพติดประเภท 5 ทำให้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะเยาวชนใช้โอกาสนำเอาน้ำกระท่อมไปใช้เป็นส่วนผสมกับยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม หรือยาแก้ปวดในลักษณะสารเสพติดที่เรียกว่า "4x100" แล้วนำมาดื่มเพื่อให้เกิดอาการมึนเมา เสียสุขภาพและอาจก่อเกิดเหตุอาชญากรรมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนตามมา เจ้าหน้าที่ตำรวจขอเน้นย้ำว่ายาแก้ไอ ยาแก้แพ้ หรือยาแก้ปวดที่น้ำมาใช้เป็นสารตั้งต้น 4x100 ยังเป็นยาควบคุมที่จะต้องขายโดยเภสัชกร การนำช่องว่างทางกฎหมายมาผลิตสารเสพติดมอมเมากลุ่มเยาวชนตำรวจจะดำเนินกวดขันจับกุมร้านขายยารวมถึงเครือข่ายที่นำยาดังกล่าวไปขายเพื่อตัดตอนการเข้าถึงยาเสพติดชนิด 4x100 ให้ถึงที่สุด โดยหากพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 21 กันยายน 2565 แถลงข่าว 32 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1572
  
21 กันยายน 2565บทแถลงข่าวnullYes9/21/20229/21/20239/27/2022 4:27 PM9/21/2022312565

​     สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (กก.4 บก.ปคบ.) ได้รับแจ้งเบาะแสจากสื่อสังคมออนไลน์ว่ามีการแพร่ระบาดของยาเสพติดชนิด 4x100 อย่างรุนแรงในกลุ่มวัยรุ่น โดยมีการนำยาแก้แพ้, ยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อม หรือยาบางชนิดมาใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยนำมาผสมกับน้ำกระท่อมดื่มเพื่อความมึนเมาและเสพติดเป็นจำนวนมาก จึงทำการสืบสวนพบว่ามีการขายยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมยี่ห้อ ดาทิสซิน (DATISSIN SYRUP) หรือ "ยาฝาแดง" และยาแก้แพ้ ยี่ห้อ "อเลอร์ยิ่น" (ALLERGIN SYRUP) หรือที่เรียกในกลุ่มวันรุ่นว่า "ยาฉลากฟ้" ซึ่งเป็นยาที่มีส่วนผสมของตัวยา chlorpheniramine maleate ซึ่งต้องจำหน่ายโดยเภสัชกร ที่ร้านยาต้นฝน ถ.สายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ และมีการจัดโปรโมชั่นการขายยาดังกล่าวในลักษณะ 10 แถม 1 เพื่อกระตุ้นการขาย โดยผู้ขายไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม

     ต่อมาวันที่ 15 กันยายน 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เข้าตรวจสอบร้านขายยา และสถานที่จัดเก็บยาซึ่งดัดแปลงจากร้านขายยาเก่าที่ถูกระงับใบอนุญาตไปแล้ว จำนวน 2 จุด ดังนี้

     1. ร้านยาต้นฝน เลขที่ 123/10 ถ.สายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ จับกุม น.ส.ปทุมพร (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นผู้ขายยาที่ไม่ใช่เภสัชกร และพบของกลางที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 จำนวน 4 รายการ ดังนี้

          1. ยายี่ห้อแพคมาดอล PACMADOL® ซึ่งมีสถานะยกเลิกทะเบียนตำรับยา (ยาปลอม) จำนวน 2,000 เม็ด

          2. ยาแคปซูลสีเขียว-เหลือง (แบ่งบรรจุซองละ 10 เม็ด จำนวน 200 ซอง) จำนวน 2,000 เม็ด

          3. ยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อมยี่ห้อดาทิสซิน (DATISSIN SYRUP) (ฝาแดง) ชนิดน้ำเชื่อม จำนวน 270 ขวด

          4. ยาแก้แพ้ ยี่ห้อ อเลอร์ยิ่น (ALLERGIN SYRUP) จำนวน 185 ขวด

     2. บ้านเลขที่ 123/13 ถ.สายไหม แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นร้านขายยาเก่าที่ถูกพักใช้ใบอนุญาตขายยาไปแล้ว ใช้จัดเก็บยาโดยไม่ได้รับอนุญาต พบของกลางที่เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 จำนวน 3 รายการ ดังนี้

          1. ยายี่ห้อแพคมาดอล PACMADOL® ซึ่งมีสถานะยกเลิกทะเบียนตำรับยา (ยาปลอม) จำนวน 2,000 เม็ด

          2. ยาแก้แพ้แก้ไอมีทะเบียน รวม 26 ยี่ห้อ จำนวน 19,592 ขวด

          3. ยาทรามาดอลมีทะเบียน จำนวน 164,550 แคปซูล

     จากการตรวจสอบพบว่าสถานที่ที่ใช้จัดเก็บยา เคยเป็นร้านขายยาซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ อย.ตรวจสอบและพักใช้ใบอนุญาตเนื่องจากได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับการขายยาแก้ไอที่ผิดกฎหมาย 2 ครั้งเมื่อปี 2561 และ 2563 โดยใช้วิธีการเปลี่ยนชื่อและขออนุญาตเปิดร้านขายยาใหม่ กระทั่งปี 2564 จึงขออนุญาตเปิดร้านขายยาดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับร้านเดิม และอีกกว่า 12 ร้าน ในพื้นที่สายไหม หนองจอก ธัญบุรี เพื่อจะได้มีโควต้าในการสั่งยาปริมาณมากขึ้นแล้วนำมาจัดเก็บไว้ที่สถานที่เก็บยาดังกล่าว

     เบื้องต้น น.ส.ปทุมพรฯ ผู้ต้องหารับว่าจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และทำงานกับร้านยาดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลา 4 ปี โดยมีหน้าที่ขายยาให้กับลูกค้าทั่วไป ซึ่งตนเองไม่ได้มีความรู้ด้านเภสัชกรรมแต่อย่างใด ส่วนมากจะมีเพียงแค่วัยรุ่นมาซื้อยาแก้แพ้หรือยาแก้ไอชนิดน้ำเชื่อม เฉลี่ยวันละ 80-100 ขวด ซึ่งเป็นที่รู้กันในกลุ่มวัยรุ่นว่าที่ร้านขายยาแก้แพ้ แก้ไอ แก้ปวด สำหรับผสมยาเสพติด 4x100 เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมตรวจยึดของกลางส่งพนักงานสอบสวน กก.4 ดำเนินคดี โดย น.ส.ปทุมพรฯ ถูกดำเนนิคดีข้อหา มิได้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม ทำการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมหรือแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพฯ โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต และศาลอาญามีนบุรีพิพากษาลงโทษ ปรับ 17,500 บาท จากการสืบสวนสอบสวนขยายผลผู้อยู่เบื้องหลังซึ่งเป็นเจ้าของยาที่ผิดกฎหมาย โดยศาลอนุมัติหมายจับบุคคลดังกล่าวแล้วในข้อหา "ร่วมกันขายยาปลอม และร่วมกันย้ายสถานที่เก็บยาโดยไม่ได้รับอนุญาต"

     เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม

     1.  พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510

          1.1  มาตรา 21 ฐาน "ผู้รับอนุญาตขายยาไม่จัดให้มีเภสัชกรอยู่ปฏิบัติหน้าที่" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

          1.2  มาตรา 26(6) ฐาน "ไม่จัดทำบัญชียาที่ซื้อและขายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง" ระวางโทษปรับ 2,000 - 10,000 บาท

          1.3  มาตรา 26 (7) ฐาน "ขายยาอันตรายเกินจำนวนตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายยา" ระวางโทษปรับ 2,000 - 10,000 บาท

          1.4  มาตรา 39 (7) ฐาน "ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ (เภสัชกร) ไม่ควบคุมการทำบัญชียา" ระวางโทษปรับ 1,000 - 5,000 บาท

          1.5  มาตรา 30 ฐาน "ย้ายสถานที่เก็บยาโดยไม่ได้รับอนุญาต" ระวางโทษปรับ 1,000 - 3,000 บาท

          1.6  มาตรา 72 (1) ฐาน "ขายยาปลอม" ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 - 10,000 บาท

     2.  พ.ร.บ.วิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 มาตรา 28 ฐาน "ประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมฯ โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. กล่าวว่า การปลดล็อก "พืชกระท่อม" ออกจากยาเสพติดประเภท 5 ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนบางกลุ่มโดยเฉพาะเยาวชนใช้โอกาสนำเอาน้ำกระท่อมไปใช้เป็นส่วนผสมกับยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ชนิดน้ำเชื่อม หรือยาแก้ปวดในลักษณะสารเสพติดที่เรียกว่า "4x100" แล้วนำมาดื่มเพื่อให้เกิดอาการมึนเมา เสียสุขภาพและอาจก่อเกิดเหตุอาชญากรรมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนตามมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินกวดขันจับกุมร้านขายยารวมถึงเครือข่ายที่นำยาดังกล่าวไปขายเพื่อตัดตอนการเข้าถึงยาเสพติดชนิด 4x100 ให้ถึงที่สุด ทั้งนี้การดำเนินการด้านการปราบปรามเป็นการแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่ง ต้องอาศัยผู้ปกครองหมั่นสอดส่องดูแลบุตรหลาน อย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการใช้ยาในลักษณะดังกล่าว หากพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ.เตือนภัยผู้บริโภค

     ภก. วีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ปัญหาการนำยาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ติดตามแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพบเยาวชนนำ "ยาแก้แพ้แก้ไอ" และ "ยาทรามาดอล" มาใช้ผิดวัตถุประสงค์ รับประทานเพื่อให้เกิดอาการมึนงงและเมา 

     อย. มีมาตรการกำกับดูแลการจำหน่ายยากลุ่มดังกล่าวตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิต/นำเข้า การขายให้ร้านขายยา และการจ่ายให้ผู้ป่วย ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ บันทึกการรับ จ่าย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ อย. ตรวจสอบ หากตรวจพบมีการซื้อขายยาในทางที่ผิด นอกจากจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ยังถูกพักใช้ใบอนุญาตเป็นเวลา 120 วันด้วย ตั้งแต่ปี 2561 – ปัจจุบัน มีร้านขายยาที่กระทำผิดกฎหมายถูกพักใช้ใบอนุญาตไปแล้วกว่า 65 ร้าน, โรงงานผลิต 2 แห่ง และเพิกถอนบริษัทขายส่งยา 1 แห่ง หากผู้ใดพบเบาะแสร้านขายยาที่มีพฤติกรรมขายยาในทางที่ผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 21 กันยายน 2565 แถลงข่าว 31/ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1571
  
15 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/15/20229/15/20239/27/2022 1:53 PM9/15/2022ข่าวแจก 1672565

เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์กาวยึดติดวัสดุ มีคุณสมบัติในการยึดติดแน่นและแห้งเร็ว ใช้ในการเชื่อมติดกันของพื้นผิววัสดุต่าง ๆ เวลาใช้งานต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ประกอบด้วยสารกลุ่มอัลคิลไซยาโนอะคริเลต (Alkyl cyanoacrylate) จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 การใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ อาจได้รับอันตราย ทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ บวมแดง หากถูกผิวหนังอย่าพยายามดึงหรือแยกพื้นผิวที่ติดออก ให้ล้างด้วยน้ำจำนวนมาก ๆ ระวังอย่าให้เข้าตาเพราะเป็นอันตรายต่อดวงตาอย่างรุนแรง หากเข้าตาให้รีบล้างด้วยน้ำอุ่นสะอาดแล้วรีบไปพบแพทย์

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และอย่าทำตาม ทั้งนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามข้อมูลหรือร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

*********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  15 กันยายน 2565 / ข่าวแจก 167 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1570
  
15 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/15/20229/15/20239/27/2022 1:53 PM9/15/2022ข่าวแจก 1662565


ข้อแนะนำ

ขอเตือนผู้บริโภคให้ระมัดระวังอย่าซื้อผลิตภัณฑ์ "อาโมนิ กรีน" ที่ฉลากระบุรายละเอียดดังกล่าวข้างต้นมารับประทาน ทั้งนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หรือ E-mail : 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

=================================

วันที่เผยแพร่ข่าว 15  กันยายน  2565  ข่าวแจก  166  / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1569
  
12 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/12/20229/12/20239/26/2022 1:51 PM9/12/2022ข่าวแจก 1652565

นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มุ่งมั่นพัฒนาองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ด้วยการนำเกณฑ์พัฒนาคุณภาพ
การบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA) มาดำเนินการ
เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการองค์กรและยกระดับคุณภาพมาตรฐานการทำงานไปสู่สากล ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของบุคลากรภายในองค์กรจนก้าวไปสู่การได้รับรางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 นี้ อย. ยังคงคุณภาพสามารถคว้ารางวัลเลิศรัฐ
สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 ระดับก้าวหน้า (Advance) และรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รายหมวด
หมวด 5 ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล รางวัลดังกล่าวเป็นรางวัลที่มอบให้กับหน่วยงานของรัฐ                        ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการขององค์กร ซึ่งได้มาจากการหลอมรวม                   ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของทุกคนภายในองค์กร เพื่อนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นเลิศ


ทั้งนี้ อย. มุ่งพัฒนาองค์กรจนได้รับรางวัลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA)            ครบทุกหมวดแล้ว และยังคงยึดมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยระบบคุณภาพต่อไป โดยทำงานบูรณาการ แบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีการประสานความร่วมมือกับเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน สร้างนวัตกรรมการบริการ ตามแนวทาง 5S คือ Speed ลดขั้นตอนการให้บริการ เพิ่มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล Safety สร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ              สร้างระบบเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สุขภาพ Satisfaction ให้บริการแบบมืออาชีพ  โปร่งใส ตรวจสอบได้ Supporter สนับสนุนภาคธุรกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และ Sustainability สร้างความมั่นคงทางยาและเวชภัณฑ์ บุคลากรเชี่ยวชาญในงาน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อมุ่งสู่ผลสำเร็จสูงสุดในการทำให้ผู้บริโภคปลอดภัย ผู้ประกอบการก้าวไกลและระบบคุ้มครองสุขภาพไทยยั่งยืน

******************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  12  กันยายน 2565  ข่าวแจก 165 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1568
  
12 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/12/20229/12/20239/23/2022 1:13 PM9/12/20221642565

     สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า เป็นข้อมูลลวง เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโฆษณาแสดงคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควรและไม่ได้รับอนุญาตโฆษณา ตรวจสอบข้อมูลเลขสารบบอาหาร 74-1-18761-5-0045 พบว่ายกเลิกแล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2564 จึงขอเตือนผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อ และ อย.ได้สั่งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์ดังกล่าว รวมทั้งดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว

 

ข้อแนะนำ

     ขอเตือนผู้บริโภคให้รู้เท่าทันการโฆษณาและอย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวมารับประทาน เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะไม่ปลอดภัย ขอให้แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

 

***********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 12  กันยายน 2565  ข่าวแจก 164  / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1567
  
10 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/10/20229/10/20239/21/2022 2:28 PM9/10/2022ข่าวแจก  1632565

เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า อย. มิได้นิ่งนอนใจ เร่งดำเนินการเก็บตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัวตามที่เป็นข่าวจากสถานที่ผลิตและสถานที่จำหน่ายทุกรายการ ได้แก่
เบบี้มายด์ สวีทตี้ พิงค์ พลัส เบบี้ พาวเดอร์, เภสัช แป้งเย็น กลิ่นมาดาม, จอห์นสัน คลาสสิค เบบี้ พาวเดอร์, จอห์นสัน บลอสซั่ม เบบี้ พาวเดอร์, ดีนี่ นิวบอร์น เบบี้ พาวเดอร์, ดีนี่ คิดส์ แฮปปี้ ปริ้นเซส พาวเดอร์ และ โคโดโม เบบี้ พาวเดอร์ (เอ็กซ์ตร้า มายด์) (ยกเว้น ผลิตภัณฑ์ดีนี่ คิดส์ แฮปปี้ ปริ้นเซส พาวเดอร์ ที่ไม่ได้เก็บตัวอย่าง
ณ สถานที่จำหน่าย เนื่องจากบริษัทฯ ยกเลิกการจำหน่าย) รายละเอียดดัง QR CODE

รวมทั้งสิ้น 15 ตัวอย่าง ส่งตรวจวิเคราะห์หาการปนเปื้อนแร่ใยหินที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ทันที บัดนี้ทราบผลวิเคราะห์ว่าตัวอย่างทั้ง 15 รายการ ไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหิน
ขอให้ผู้บริโภควางใจ และได้รับข้อมูลว่าประเทศกัมพูชาได้ส่งตัวอย่างแป้งฝุ่นโรยตัวที่เป็นข่าวไปตรวจวิเคราะห์หาแร่ใยหินซ้ำอีกครั้งที่ประเทศออสเตรเลีย ผลการตรวจวิเคราะห์ไม่พบแร่ใยหินปนเปื้อนในทุกตัวอย่าง จึงประกาศยกเลิกการแบนแป้งฝุ่นโรยตัวที่ผลิตจากประเทศไทยแล้ว

เพื่อความปลอดภัยในการใช้แป้งฝุ่นโรยตัว เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการ

อาหารและยา แนะนำว่า ไม่ควรใช้แป้งฝุ่นโรยตัวในปริมาณมาก ๆ เพราะผงแป้งจะฟุ้งกระจาย หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ นอกจากนี้ กฎหมายได้กำหนดให้แสดงคำเตือนที่ฉลากของผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ว่า "ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของเด็ก" ทั้งนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

*********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 10 กันยายน 2565 / ข่าวแจก 163 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1566
  
8 กันยายน 2565ข่าว อย.nullYes9/8/20229/8/20239/21/2022 12:52 PM9/8/2022ข่าวแจก 162 2565

ตามข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหาร FAO/WHO (Codex Alimentarius Commission) และสหภาพยุโรปยังไม่กำหนดค่าปริมาณสูงสุด (Maximum Level) ไว้ในอาหารแต่ละชนิด
ซึ่งเกณฑ์ปนเปื้อนไม่เกิน 400 ไมโครกรัม/กิโลกรัมสำหรับกาแฟคั่ว และไม่เกิน 850 ไมโครกรัม/กิโลกรัมสำหรับกาแฟสำเร็จรูปที่ข่าวกล่าวถึงนั้น เป็นเพียงค่าอ้างอิงเทียบเคียง (Benchmark Level) เพื่อควบคุมปริมาณที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตอาหารเท่านั้น

เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า สารอะคริลาไมด์เป็นสารที่เกิดขึ้นระหว่างการปรุงอาหารเมื่อมีการให้ความร้อนสูงในอาหารบางชนิด เช่น การคั่วเมล็ดกาแฟ ไม่ใช่สารที่ผู้ผลิตเติมเข้าไปในอาหารหรือเกิดจากการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลรายงานความเป็นอันตรายของสารอะคริลาไมด์ในมนุษย์ที่ชัดเจน สำหรับคนปกติทั่วไปสามารถดื่มกาแฟได้ 2-3 แก้วต่อวันโดยไม่เกิดอันตรายจากสารอะคริลาไมด์ อีกทั้งสารอะคริลาไมด์จะถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง ทางปัสสาวะ จึงไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงจากการสะสมหรือเกิดผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวแม้ผู้บริโภคจะดื่มกาแฟเป็นประจำ อย่างไรก็ตามเพื่อสุขภาพที่ดี ผู้บริโภคควรบริโภคอาหารที่สดใหม่ หลากหลายในสัดส่วนที่เหมาะสม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ

หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line @FDAThai Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 8 กันยายน 2565 ข่าวแจก 162 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1565
  
6 กันยายน 2565บทแถลงข่าวnullYes9/6/20229/6/20239/15/2022 3:19 PM9/6/2022แถลงข่าว 302565

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 ได้มีดีเจสาวชื่อดังมาแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กก.4 บก.
ปคบ. ว่าพบเพจเฟซบุ๊กชื่อ Center for the health of the nation นำรูปถ่ายของตนไปทำการโฆษณาขายผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก Efferin  และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อย. ได้รับเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการนำภาพบุคคลมาแอบอ้างเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพต่อมไร้ท่อ  เป็นผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเบาหวานและนักโภชนาการรับรองผลิตภัณฑ์ดังกล่าว  ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโฆษณาดังกล่าว ล้วนแต่เป็น
การสร้างข้อมูลเท็จ หลอกขายผู้บริโภค จึงได้ประสานตำรวจสอบสวนกลาง สืบหาต้นตอแก๊งค์ call center ที่หลอกลวงประชาชน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าบริษัทของกลุ่มผู้ต้องหาเป็นผู้ดำเนินการโฆษณาโดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงผู้บริโภค  และจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผ่านช่องทางเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนหลายรายการ ได้แก่ เครื่องสำอาง เช่น Havita,  Calmerol , Bustwell Everlift ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น Efferin, Bravits, Diaherbal, Garcinia Complex ,Eranol เป็นต้น โดยบริษัทดังกล่าว จะใช้รูปแบบการโฆษณาขายสินค้าด้วยข้อความ
อันเป็นเท็จ มีการตัดต่อรูปภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง แพทย์หรือสถานพยาบาลชื่อดัง มาใช้ประกอบการโฆษณา และมีการจัดทำผู้ซื้อสินค้าและผู้รีวิวการใช้ปลอมขึ้น เพื่อหลอกหลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อสรรพคุณของสินค้า จากนั้นฝ่ายขายของบริษัท ซึ่งทำงานในลักษณะ Call Center จะโน้มน้าวให้ผู้ซื้อหลงเชื่อตัดสินใจซื้อสินค้าดังกล่าว ภายหลังจากที่ผู้บริโภคได้ใช้สินค้าก็พบว่าไม่มีสรรพคุณตามที่โฆษณาหลอกลวงไว้แต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. จึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขอหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าว จำนวน 4 ราย

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอท.
ได้ทำการจับกุม น.ส.อิสรีย์  และนายพิศิษฐ์ (ขอสงวนนามสกุล)  พร้อมประสาน อย. เข้าตรวจค้นสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว จำนวน 6 แห่ง พร้อมตรวจยึดผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย จำนวน 33 รายการ มูลค่าประมาณ 24 ล้านบาท และจากการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ระหว่างเดือน ม.ค. - มิ.ย.65 บริษัท มีรายได้จาก
การหลอกหลวงขายผลิตภัณฑ์สุขภาพให้แก่ผู้บริโภค ประมาณ 219 ล้านบาท มีการจ่ายเงินค่าโฆษณาไปยังต่างประเทศ (เวียดนาม, สิงคโปร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)  จำนวน 188 ล้านบาท และยังมีเงินหมุนเวียน มากกว่า 660 ล้านบาท

นางอรัญญา เทพพิทักษ์  ผู้อำนวยการศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ กล่าวย้ำเตือนประชาชน ขออย่าได้หลงเชื่อโฆษณาที่หลอกลวงเกินจริง และสั่งซื้อผลิตภัณฑ์
มาใช้โดยหวังผลการรักษาโรค เช่น เบาหวาน หลอดเลือดต่อมลูกหมาก เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้ปัญหาการได้ยิน
ลดริ้วรอยย้อนอายุไป 30 ปี เป็นต้น  เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีหลักฐาน หรือผลการทดสอบประสิทธิภาพทางวิทยาศาสตร์ของผลิตภัณฑ์มาสนับสนุน  ขอให้ผู้บริโภคระลึกไว้เสมอว่า อาหารหรือเครื่องสำอางไม่มีสรรพคุณรักษาโรค  ขอให้ผู้บริโภค
คิดไตร่ตรองให้รอบคอบ  หากหลงเชื่อซื้อสินค้าที่รักษาไม่ได้จริงตามที่กล่าวอ้าง จะทำให้สูญเสียทั้งเงินและเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์เฉพาะทาง  ทั้งนี้มีผลิตภัณฑ์หลายรายการที่ อย. ได้เคยออกข่าวประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย (Anti-Fake News Center Thailand) และเว็บไซต์ อย. เช็ค ชัวร์ แชร์ แล้ว และจะติดตามเฝ้าระวัง ข่าวปลอมของผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง  หากพบแหล่งผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมายหรืออาจไม่ปลอดภัยในการบริโภค ขอให้แจ้งเบาะแสร้องเรียนมาได้ที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ 

พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่าขอให้ระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ  โดยเว็บไซต์เหล่านี้จะใช้เทคนิคเชิญชวนให้กด "สั่งซื้อพร้อมส่วนลด 50%" ในลักษณะการสั่งซื้อผ่าน Call Center และการจัดส่งสินค้าแบบเก็บเงินปลายทาง ผ่านทางเว็บไซต์ต่างประเทศ มีการกล่าวอ้างบุคคลเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เช่น แพทย์ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย โดยเนื้อความเหมือนการให้ความรู้และสอดแทรกผลิตภัณฑ์ที่ต้องการขายลงไป 
ทำให้คนตกเป็นเหยื่อได้ง่าย และขอเตือนไปยังผู้คิดจะกระทำความผิดหลอกลวงคนอื่นด้วยวิธีการเอาความเจ็บป่วย หรือความเยาว์วัยมาหลอกลวงขายสินค้าให้ผู้บริโภค หากพบจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ ผู้ที่พบเห็นการกระทำผิดกฎหมายในลักษณะอื่นใด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135 หรือ เพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค
ได้ตลอดเวลา

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 6 กันยายน 2565 แถลงข่าว 30 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การเผยแพร่ข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

 

 

1564
  
29 สิงหาคม 2565บทแถลงข่าวnullYes8/29/20228/29/20239/15/2022 10:24 AM8/29/2022แถลงข่าว 292565

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้ร่วมกันกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายค้นศาลจังหวัดพล เข้าตรวจค้นสถานที่ผลิตและเก็บอาหารและผลิตภัณฑ์สมุนไพรผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น จำนวน 4 จุด ผู้ต้องหา 4 คน โดยพบของกลางเป็นน้ำสมุนไพร กว่า 26,000 ขวด, ยาเม็ด

ในกลุ่มสเตียรอยด์ จำนวนกว่า 2,092,000 เม็ด, ยาเม็ดแก้ปวดไม่มีทะเบียน จำนวนกว่า 2,224,000 เม็ด ยาเม็ดแก้แพ้ จำนวนกว่า 5,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์การผลิตจำนวนมากส่งพนักงานสอบสวน กก.4
บก.ปคบ.ดำเนินคดี

ต่อมาในวันที่ 3 พฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนขยายผลถึงแหล่งจำหน่าย
ยาสเตียรอยด์ และผู้ผลิตน้ำสมุนไพรผสมสเตียรอยด์ จำนวน 2 โรงงาน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นำหมายค้นของศาลจังหวัดพลและศาลแขวงระยอง เข้าตรวจค้นพื้นที่จังหวัขอนแก่น และจังหวัดระยอง จำนวน 6 จุด ผู้ต้องหา 6 คน โดยพบของกลางน้ำสมุนไพรบรรจุขวด จำนวน 2,600 ขวด, อุปกรณ์การผลิต และพยานหลักฐานอื่นๆ ในคดีจึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดี

แม้มีการกวดขัน จับกุมอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางสืบสวนยังพบว่ามีการลักลอบขายน้ำสมุนไพรผสม
สเตียรอยด์ในแพลตฟอร์มออนไลน์ และได้รับการร้องเรียนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน มิ.ย. 2565 พบว่ามีประชาชนบริโภคยากษัยเส้น ตราปู่แดง แล้วได้รับผลข้างเคียงจนเกิดภาวะโรคหัวกระดูกสะโพกขาดเลือด (Avascular necrosis) และต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพื้นที่ จ.ระนอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม จนทราบถึงแหล่งผลิต และจำหน่ายน้ำสมุนไพรผสมสเตียรอยด์ในพื้นที่ จ.ขอนแก่น  เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดพล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  เข้าตรวจค้นพื้นที่จังหวัด จำนวน 2 จุด ดังนี้

1. อาคารเลขที่ 3 หมู่ 1 ต.แวงใหญ่ อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น พบ นางนภารัตน์ (สงวนนามสกุล)เครื่องดื่มสมุนไพรยี่ห้อปู่แดง, เครื่องดื่มสมุนไพรยี่ห้อเทียนทองคู่, เครื่องดื่มสมุนไพรยี่ห้อนวโกลด์, เครื่องดื่มสมุนไพรตรางามดี และยาเม็ดกลุ่มสเตียรอยด์ พร้อมของกลางที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องดื่มผสมสมุนไพร จำนวน 33 รายการ

2. อาคารเลขที่ 44 หมู่ 2 ต.คอนฉิม อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น พบ น.ส.สุนิสา (สงวนนามสกุล) เครื่องดื่มสมุนไพรยี่ห้อช้างทอง และและยาเม็ดกลุ่มสเตียรอยด์พร้อมของกลางที่เกี่ยวข้องกับการผลิตเครื่องดื่มผสมสมุนไพร จำนวน 14 รายการ

  โดยทั้ง 2 จุด พบของกลางน้ำสมุนไพรบรรจุขวด จำนวน 725 ขวด, อุปกรณ์การผลิต, ยาเม็ดกลุ่ม
สเตียรอยด์ จำนวนกว่า 14,000 เม็ด และพยานหลักฐานอื่นๆ ในคดีโดย นางนภารัตน์ฯ รับว่าตนเองเป็นผู้ซื้อยาสเตียรอยด์มาจาก น.ส.กนกลักษณ์ฯ (สงวนนามสกุล) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยเข้าตรวจค้น ในพื้นที่
อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านี้แล้วนำมาผสมน้ำสมุนไพรก่อนนำไปจำหน่าย ส่วน น.ส.สุนิสาฯ รับว่า
น้ำสมุนไพรดังกล่าวตนมีไว้เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าจริง จึงได้ตรวจยึดเป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดี

 

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม

             1. พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ฐาน "ผลิตและจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์ เป็นอาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

            2. พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ฐาน "ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท และ "ขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา" ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

            3. พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ.2562

            -ฐาน "ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอม" ระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีและปรับไม่เกินสามแสนบาท, ฐาน "ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตํารับ" ระวาง โทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

            - ฐาน "ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต" ระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

            -ฐาน "โฆษณาผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือคุณประโยชน์ผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับอนุญาต" ระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

                   นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์  รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่าปัญหาสเตียรอยด์ที่คุกคามสุขภาพคนไทยเป็นเวลานาน เป็นเพราะสรรพคุณของสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและกดภูมิต้านทานของร่างกาย สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีผู้ลักลอบนำไปใส่ในยาชุดหรือนำไปผสมกับสมุนไพรขายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งยาลูกกลอน ยาแผนโบราณ ยาประดง ยาผงสมุนไพร
ยากษัยเส้น โดยเหยื่อส่วนใหญ่มักเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่หาซื้อยากินเอง ใช้กลยุทธ์กล่าวอ้างเป็นสมุนไพรปลอดภัย
ใช้รักษาสารพัดโรค ทั้งกระดูกทับเส้น ปลายประสาทอักเสบ เหน็บชา เก๊าท์ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ
ปวดเข่า อัมพฤกษ์ อัมพาต  เป็นต้น  เมื่อทานยาจะเห็นผลระยะแรก ๆ แต่หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติที่สังเกตได้ตั้งแต่มีใบหน้ากลมอูมเหมือนพระจันทร์ มีโหนกที่แก้ม มีหนอกที่คอ ตัวบวมเริ่มมีไตวาย  ถ้าหยุดยากะทันหันจะทำให้เกิดภาวะช็อกได้ "สเตียรอยด์" จึงเป็น "ยาควบคุมพิเศษ" ร้านยาขายให้ได้เฉพาะผู้ป่วยที่มีใบสั่งยาจากแพทย์เท่านั้น จึงขอเตือนผู้บริโภคก่อนซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพใด ๆ ควรตรวจสอบข้อมูลอนุญาตทางเว็บไซต์ อย. www.fda.moph.go.th ก่อนทุกครั้ง ทั้งนี้หากพบแหล่งผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายหรืออาจไม่ปลอดภัยในการบริโภค ขอให้แจ้งเบาะแสร้องเรียนมาได้ที่สายด่วน อย. โทร. 1556 อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรและยามารับประทานเพื่อรักษาโรค ควรเลือกซื้อจากร้านขายยา หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร และขอเตือนผู้ที่ลักลอบผลิต และขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรปลอมหรือที่ไม่ได้รับอนุญาต ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันทีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขยายผลและกวาดล้างต่อไป หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย เกิดผลกระทบกับร่างกายและเสียโอกาสได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 29 สิงหาคม 2565 แถลงข่าว  29 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1563
  
29 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/29/20228/29/20239/12/2022 3:15 PM8/29/2022ข่าวแจก 1602565

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการตรวจรับ การตรวจพิสูจน์ การเก็บรักษา
การทำลาย การนำไปใช้ประโยชน์ และการรายงานยาเสพติด พ.ศ. 2565 ได้กำหนดให้กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นผู้เก็บรักษายาเสพติดของกลาง ณ คลังยาเสพติดของกลาง โดยในปี 2565 นี้ มีการทำลายยาเสพติดของกลางถึง 2 ครั้ง คือครั้งที่ 53 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 จำนวนกว่า 40 ตัน และครั้งนี้เป็นครั้งที่ 54  มียาเสพติดของกลางที่ทำลายจำนวนรวมกว่า 32,194 กิโลกรัม จาก 120 คดี มูลค่ารวมกว่า 29,000 ล้านบาท โดยมี เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ที่มีน้ำหนักมากสุดกว่า 21,270 กิโลกรัม รองลงมา คือ เมทแอมเฟตามีน (ยาไอซ์) น้ำหนักกว่า 9,396 กิโลกรัม เฮโรอีนน้ำหนักกว่า 561 กิโลกรัม ยาอีน้ำหนักกว่า 89 กิโลกรัม และฝิ่นน้ำหนักกว่า 278 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีวัตถุออกฤทธิ์น้ำหนักกว่า 600 กิโลกรัม ซึ่งจะนำไปทำลายในวันที่ 30 และ 31 สิงหาคม 2565

ทั้งนี้ ก่อนที่จะนำยาเสพติดของกลางไปทำลาย คณะทำงานตรวจรับยาเสพติดของกลาง ซึ่งประกอบ
ไปด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (สำนักงาน ป.ป.ส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ  กองทัพบก โดยมณฑลทหารบกที่ 11 และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะต้องตรวจสอบยาเสพติดของกลาง เพื่อให้ทราบน้ำหนัก ลักษณะ และประเภทของยาเสพติด พร้อมทั้ง
สุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจเบื้องต้นว่าเป็นยาเสพติดจริง และในวันที่ 30 สิงหาคม 2565 ประธานคณะกรรมการ
ตรวจรับฯ จะส่งมอบให้คณะทำงานขนย้ายยาเสพติดของกลาง เพื่อนำยาเสพติดของกลางไปทำลายที่
บริษัท อัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ ต่อไป

***************************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว   29 สิงหาคม 2565  ข่าวแจก  160  / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

 

1562
  
24 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/24/20228/24/20239/12/2022 9:28 AM8/24/2022ข่าวแจก 1592565
1561
  
23 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/23/20228/23/20239/10/2022 10:42 AM8/23/20221582565

ข้อแนะนำ

     หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 Line @FDAThai, Facebook: FDAThai, E-mail: 1556@fda.moph.go.th , ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

=================================

วันที่เผยแพร่ข่าว  23  สิงหาคม  2565  ข่าวแจก 158 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1560
  
13 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/13/20228/13/20239/8/2022 2:05 PM8/13/2022ข่าวแจก  1572565

จากการที่บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (J&J) ประกาศจะหยุดจำหน่ายแป้งเด็กที่ทำจากทัลคัม (Talcum) ทั่วโลกภายในปี 2566 เนื่องจากมีเหตุฟ้องร้องว่าผลิตภัณฑ์แป้งเด็กที่ทำจากทัลคัมพบการปนเปื้อนของแร่ใยหิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งนั้น เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา  เผยว่า แป้งฝุ่นโรยตัวมีส่วนประกอบหลัก คือ ทัลคัม (Talcum) ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่พบได้ตามธรรมชาติ

ช่วยดูดซับความชื้น ให้ความรู้สึกสบาย นุ่มลื่นผิว มีการใช้มาเป็นเวลานาน โดยทัลคัมที่นำมาใช้ในเครื่องสำอางต้องมีความบริสุทธิ์สูง ไม่มีการปนเปื้อนของแร่ใยหิน (Asbestos) และปัจจุบันทัลคัมยังคงเป็นสารที่ปลอดภัย สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีการติดตามเฝ้าระวังความปลอดภัยของแป้งฝุ่นโรยตัวที่อาจมีการปนเปื้อนของแร่ใยหินมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยได้เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นโรยตัวที่มีส่วนผสมของทัลคัมหลายยี่ห้อ รวมทั้งยี่ห้อจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รวมจำนวน 133 ตัวอย่าง ล่าสุด ในปี 2563-2565 เก็บส่งตรวจวิเคราะห์ จำนวน 20 ตัวอย่าง เป็นยี่ห้อจอนห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน จำนวน 6 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์ทุกรายการไม่พบการปนเปื้อนแร่ใยหินแต่อย่างใด ขอให้ผู้บริโภควางใจ

สำหรับแร่ใยหินเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง หากตรวจพบแร่ใยหินในแป้งฝุ่นโรยตัวจะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้ จัดเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้แนะนำการใช้แป้งฝุ่นโรยตัวว่า ไม่ควรใช้ในปริมาณมาก ๆ เพราะผงแป้งจะฟุ้งกระจาย หากสูดดมเข้าไปอาจทำให้ระคายเคืองทางเดินหายใจ นอกจากนี้ กฎหมายได้กำหนดให้แสดงคำเตือนที่ฉลากของผลิตภัณฑ์แป้งฝุ่นสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า                 3 ปี ว่า "ระวังอย่าให้แป้งเข้าจมูกและปากของเด็ก" ทั้งนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข
จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

*********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  13  สิงหาคม 2565 / ข่าวแจก 157  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1559
  
13 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/13/20228/13/20239/6/2022 1:41 PM8/13/2022ข่าวแจก  1562565

เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เผยว่า ตามที่หน่วยงาน
ความปลอดภัยด้านอาหารของหลายประเทศในยุโรป ได้เรียกคืนไอศกรีมฮาเก้น-ดาส ที่ระบุวันที่ควรบริโภคก่อนระหว่าง 16/03/2023 ถึง 23/04/2023 เนื่องจากพบสาร 2-คลอโรเอทานอลปนเปื้อน รายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่พบการปนเปื้อนในต่างประเทศตาม QR code

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยกองด่านอาหารและยาได้ตรวจสอบแล้ว ไม่มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์รุ่นการผลิตที่พบสารปนเปื้อนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทย ขอให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า อย.
มีมาตรการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศอย่างเข้มงวด และติดตามรายงานสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยของอาหารในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถสอบถามหรือแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข
จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

=======================================

วันที่เผยแพร่ข่าว  13 สิงหาคม 2565  ข่าวแจก 156 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

 

1558
  
11 สิงหาคม 2565บทแถลงข่าวnullYes8/11/20228/11/20238/29/2022 3:22 PM8/11/2022แถลงข่าว 282565

     สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากว่าซื้อชุดตรวจ ATK ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์แล้วมีลักษณะต่างจากที่ซื้อจากร้านขายยาหรือร้านขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ทั่วไป โดยผู้แทนจำหน่ายชุดตรวจ ATK หลายราย ได้ยืนยันว่ามีลักษณะต่างจากชุดตรวจ ATK  ที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาขายจริง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 จึงทำการตรวจสอบพบว่ามีการลักลอบผลิตเครื่องมือแพทย์ ประเภทชุดตรวจ ATK ปลอม เพื่อหลอกขายให้แก่ประชาชนทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นจำนวนมาก จากนั้นจึงทำการสืบสวนจนทราบถึงแหล่งผลิตและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าว โดยผู้ผลิตลักลอบนำเข้าอุปกรณ์ตรวจโควิด-19 แยกชิ้นส่วน  (ตลับตรวจโควิด, น้ำยาตรวจโควิด, ไม้แยงจมูก, หลอดหยด, หลอดเก็บตัวอย่าง และกระดาษเก็บตัวอย่างน้ำลาย) มาจากประเทศจีน จากนั้นได้สั่งกล่องบรรจุภัณฑ์และคู่มือภาษาไทยโดยเลียนแบบชุดตรวจ ATK ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด แล้วนำมาบรรจุลงกล่องบรรจุภัณฑ์ เป็นชุดตรวจ ATK สำเร็จรูปปลอมเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ต่อมาในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายค้นจากศาลจังหวัดนครปฐม และศาลจังหวัดนนทบุรี และร่วมกับเจ้าหน้าที่ อย. เข้าทำการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายซึ่งเป็นสถานที่ผลิตและจัดเก็บชุดตรวจ  ATK ปลอม จำนวน 2 จุด ดังนี้

     จุดที่ 1 อาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตชุดตรวจATK ปลอม ผลการตรวจค้นพบ น.ส.อนุสรา (สงวนนามสกุล) แสดงตนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และสถานที่ดังกล่าว, พนักงานในโรงงานดังกล่าวโดยรับว่าตนมีหน้าที่ในการบรรจุอุปกรณ์ตรวจโควิด-19 (ตลับตรวจโควิด, น้ำยาตรวจโควิด, ไม้แยงจมูก, หลอดหยด, หลอดเก็บตัวอย่าง และกระดาษเก็บตัวอย่างน้ำลาย) ลงในกล่องแต่ละยี่ห้อที่เป็นที่นิยมในตลาดตามที่นายจ้างสั่ง และพบชุดตรวจ ATK รวมทั้งอุปกรณ์ที่รอบรรจุใส่กล่อง และผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์อื่นที่เป็นความผิด จำนวน 14 รายการ ดังนี้

          1.ชุดตรวจโควิด TESTSEALABS® GICA สุขสบาย    จำนวน  7,800  กล่อง

          2.ชุดตรวจโควิด TESTSEALABS® NEX                จำนวน  140    กล่อง

          3.ชุดตรวจโควิด zybio                                 จำนวน  132    กล่อง

          4.ตลับตรวจโควิด TESTSEALABS®                    จำนวน  23,950  ชิ้น

          5.ตลับตรวจโควิด GreenSpring                       จำนวน  995    ชิ้น

          6.กล่องผลิตภัณฑ์ GreenSpring                      จำนวน  12,800  กล่อง

          7.กล่องผลิตภัณฑ์ TESTSEALABS® NEX               จำนวน  463      กล่อง

          8.กล่องผลิตภัณฑ์ TESTSEALABS® GICA สุขสบาย  จำนวน  180      กล่อง

          9.น้ำยาตรวจโควิด                                        จำนวน  40,000  ชิ้น

          10.ไม้แยงจมูก                                            จำนวน  24,000  ชิ้น

          11.หลอดหยด                                            จำนวน  43,200  ชิ้น

          12.หลอดเก็บตัวอย่าง                                    จำนวน  31,200  ชิ้น  

          13.กระดาษเก็บตัวอย่างน้ำลาย                          จำนวน  10,200  ชิ้น

          14.หน้ากากอนามัย HURS                              จำนวน  6,400    กล่อง

     การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

     1. ไม่จดทะเบียนสถานประกอบการผลิต มาตรา 15 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือ หรือทั้งจำทั้งปรับ

     2. ผลิตเครื่องมือแพทย์ปลอม มาตรา 46 (1) ประกอบ ม. 47 (1)(2) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     3. ผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ไม่จดแจ้ง มาตรา 19 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     4. ผลิตหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ที่ฉลากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย มาตรา 44 วรรค 2 ระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

     จุดที่ 2 บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางเขน อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เก็บชุดตรวจ ATK ปลอม เพื่อรอกระจายสินค้า ผลการตรวจค้นพบ น.ส.ปัชญาพร (สงวนนามสกุล) แสดงตนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และสถานที่ดังกล่าว และพบใบรับสินค้าชุดตรวจ ATK จากจุดที่ 1 พร้อมทั้งชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ  ต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์อื่น รวมจำนวน 12 รายการ และผลิตภัณฑ์สมุนไพรจีน 1 รายการ  ดังนี้

          1.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ TESTSEALABS® GICA        จำนวน       74           กล่อง

          2.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ TESTSEALABS® NEX         จำนวน       60           กล่อง

          3.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Green Spring                 จำนวน        5 กล่อง

          4.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Singclean                      จำนวน       21 กล่อง

          5.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Seinofy                         จำนวน       11 กล่อง

          6.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ HIP                              จำนวน       25           กล่อง

          7.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ DEEPBLUE                     จำนวน       10           กล่อง

          8.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Humasis                       จำนวน         2          กล่อง

          9.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Bioteke                        จำนวน       18 กล่อง

          10.ชุดตรวจโควิด ยี่ห้อ Ustar                         จำนวน         5          กล่อง

          11.ถุงมือทางการแพทย์                                จำนวน      750          กล่อง

          12.เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว/ปรอท                จำนวน  14,792 กล่อง

         13.ผลิตภัณฑ์สมุนไพร LIANHUA QINGWEN JIAONANG จำนวน  520  กล่อง   

         ฉลากไม่แสดงภาษาไทย 

     รวมมูลค่าของกลางกว่า 2,000,000 บาท จึงตรวจยึดของกลางนำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดีตามกฎหมาย

เบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ พ.ศ. 2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

     1. ขายเครื่องมือแพทย์ปลอม มาตรา 46 (1) ประกอบมาตรา 47 (1) ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     2. ขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบรับแจ้งรายการละเอียด มาตรา 46/1 ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     3. ขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบรับจดแจ้ง มาตรา 46/1 มีระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562  ดังนี้

     1. ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 17 วรรคหนึ่ง มีโทษตามมาตรา 91 จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     2. ขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับ ไม่ได้แจ้งรายละเอียด หรือไม่ได้จดแจ้ง มาตรา 58 (4) ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

     นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการจับกุมผู้ลักลอบผลิตและขายชุดตรวจ ATK ปลอม โดยมีการนำยี่ห้อและเลขที่ได้รับอนุญาต อย. ของผู้อื่นมาใช้ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยจุดสังเกตของชุดตรวจ ATK ปลอมในครั้งนี้ อยู่ที่การแสดงรุ่นการผลิต วันที่ผลิต และวันหมดอายุที่ซองบรรจุชุดตรวจภายในกล่องไม่ตรงกับที่ระบุไว้บนกล่องผลิตภัณฑ์   ซึ่งต่างจากชุดตรวจ ATK ที่ได้รับอนุญาตนำเข้าที่จะมีรุ่นการผลิต  วันที่ผลิต และวันหมดอายุ ตรงกันทั้งที่ซองบรรจุฯ และกล่องบรรจุภัณฑ์    

     การเข้าตรวจสอบจับกุมในครั้งนี้นอกจากพบแหล่งผลิตชุดตรวจ ATK ปลอมแล้ว เรายังพบสถานที่เก็บและขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตอีกหลายรายการ เช่น ถุงมือตรวจโรค เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว และอุปกรณ์วัดไข้  ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงยังพบผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้าและไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับ  ฉลากไม่แสดงภาษาไทย  ซึ่งผู้ขายมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

     จึงขอเตือนประชาชนให้เลือกซื้อชุดตรวจโควิด - 19 แบบตรวจหาแอนติเจนด้วยตนเอง จากแหล่งขายที่น่าเชื่อถือและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  เช่น ร้านขายยา ร้านค้าทั่วไป หรือสั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าที่ได้รับอนุญาตนำเข้าถูกต้องจาก อย. โดยตรวจสอบฉลากต้องแสดงเป็นภาษาไทย พร้อมข้อความ "บุคคลทั่วไปสามารถใช้ได้" และมีเลขประเมินเทคโนโลยีระบุไว้บนฉลาก  ซึ่งขณะนี้ชุดตรวจ ATK (Home use) ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. ทั้งหมด มี 355 รายการ สามารถตรวจสอบรายชื่อชุดตรวจ ATK ที่ได้รับอนุญาตได้ทางเว็บไซต์ https://www.fda.moph.go.th/sites/Medical/SitePages/test_kit_covid19.aspx   สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการโฆษณาขายชุดตรวจโควิดไม่ว่าจะเป็นสื่อช่องทางใด จะต้องขออนุญาตโฆษณากับ อย. ก่อน และเมื่อได้รับอนุญาตแล้วต้องแสดงเลขที่อนุญาตโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ฆพ. XX/XXXX กำกับสื่อโฆษณานั้นด้วย  ทั้งนี้ หากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะผิดกฎหมาย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรืออีเมล์ 1556@fda.moph.go.th

     พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ควรใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ก่อนซื้อขอให้ตรวจสอบการได้รับอนุญาตกับเว็บไซต์ อย. ก่อนทุกครั้ง และขอเตือนผู้ที่ลักลอบผลิตและขายผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ผู้ป่วยโควิดหรือผู้ที่ต้องการใช้เครื่องมือแพทย์ดังกล่าวได้รับความเสี่ยงจากการแปลผลที่ผิดพลาด เสียโอกาสได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 11 สิงหาคม 2565 แถลงข่าว 28/ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1557
  
10 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/10/20228/10/20238/29/2022 3:22 PM8/10/20221552565

     นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ปฏิบัติงานเชิงรุกในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพอย่างเข้มงวด เพื่อมิให้มีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภควางจำหน่ายในท้องตลาด โดยหลังจากการสืบสวนสอบสวนและจับกุมผู้กระทำผิด ทั้งผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายที่ไม่ใช่ยาเสพติดให้โทษ ไม่ว่าจะเป็นยาปลอม ยาไม่มีทะเบียนตำรับ  ยาชุด  ยาสัตว์  ยาเพิ่มสมรรถภาพเพศชาย  อาหารปลอม  อาหารไม่มีทะเบียน อาหารไม่บริสุทธิ์  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศหรือลดน้ำหนัก  เครื่องสำอางปลอม เครื่องสำอางที่มีสารห้ามใช้, เครื่องสำอางไม่มีเลขที่ใบรับแจ้ง และเครื่องมือแพทย์ประเภทถุงมือยางทางการแพทย์ เป็นต้น ที่ถูกยึดเป็นของกลางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 – พ.ศ. 2565 รวมคดีถึงที่สุดแล้ว 152 คดี ซึ่งเป็นของกลางที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ จึงได้จัดให้มีการเผาทำลายของกลางดังกล่าวเพื่อมิให้มีผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคหลุดรอดไปวางจำหน่ายต่อในท้องตลาด ในวันที่ 8 สิงหาคม 2565 ณ บริษัทอัคคีปราการ จำกัด (มหาชน) นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ น้ำหนักรวมกว่า 23,200 กิโลกรัม รวมมูลค่าของกลางที่นำมาทำลายทั้งสิ้นกว่า 100 ล้านบาท

     นอกจากนี้ บก.ปคบ. ในฐานะหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมายร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ในการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพจะทำการตรวจสอบการผลิต นำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
ในท้องตลาด หากพบว่ามีผู้ประกอบการบางส่วนได้ฉวยโอกาสกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การลักลอบผลิต นำเข้า และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพมาตรฐาน รวมถึงการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแสดงสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง  บก.ปคบ. จะได้ร่วมกับ อย. ปฏิบัติการเชิงรุกปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้ผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายยังคงอยู่ในสังคมไทย และหวังให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานอย่างจริงจังของภาครัฐ หากพบการลักลอบผลิต นำเข้า จำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ผิดกฎหมาย ขอให้ผู้บริโภคช่วยกันสอดส่องดูแลแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน อย. โทร. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสายด่วน บก.ปคบ. 1135 เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 10 สิงหาคม 2565 ข่าวแจก 155/ ปีงบประมาณ พ.ศ.2565

1556
  
5 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/5/20228/5/20238/24/2022 6:36 PM8/5/2022ข่าวแจก 1542565

              ​นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า จากที่มีกระแสข่าวเรื่องยาเถื่อนคือยาจริง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด เลือกซื้อยาผ่านช่องทางออนไลน์ อาจได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพ และอาจได้รับอันตรายจากยาปลอม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนรับยาจากช่องทางที่ถูกกฎหมาย ซึ่งผ่านการนำเข้าหรือผลิตจากผู้รับอนุญาตด้านยาเท่านั้น ถึงจะสามารถยืนยันได้ถึงความปลอดภัย เนื่องจากผู้ได้รับอนุญาตจะมีระบบการประกันคุณภาพยาตามมาตรฐานสากล ตลอดห่วงโซ่การกระจายยา จึงสามารถมั่นใจได้ว่ายาจะคงคุณภาพและความปลอดภัยจนถึงมือผู้ป่วย รวมไปถึงมีระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาด้วย

          การซื้อยาจากแหล่งที่ไม่รู้ที่มาที่ไป หรือผู้ขายที่ไม่ใช่ผู้รับอนุญาตด้านยา ผู้ป่วยอาจได้รับยาที่ผลิตจากโรงงานที่ไม่มีมาตรฐานการผลิตยาที่ดี (Good Manufacturing Practice ; GMP) รวมทั้งอาจได้รับยาปลอมหรือยาที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากจะเสียเงินโดยใช่เหตุแล้ว อาจเสียโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 ก็เช่นกัน การรับยาผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายจะมีระบบติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาระหว่างผู้ได้รับอนุญาตผลิตภัณฑ์ยาและแพทย์ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความรุนแรง หรือป้องกันอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงให้กับผู้ป่วยที่รับยาได้

          ทั้งนี้ ปัจจุบัน อย. ได้อนุมัติทะเบียนตำรับยากลุ่มที่ใช้รักษาโรคโควิด-19 ให้แก่ผู้รับอนุญาตจำนวนหลายราย ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทเอกชน ได้แก่ ยาโมลนูพิราเวียร์ จำนวน 3 ทะเบียน ยาฟาวิพิราเวียร์ จำนวน 3 ทะเบียน ยาเรมเดซิเวียร์ จำนวน 5 ทะเบียน โดยได้มีการกระจายยาไปสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน อย. จึงไม่เคยปิดกั้นหรือผูกขาดการนำเข้าแต่อย่างใด

          รองเลขาธิการ อย. กล่าวย้ำในตอนท้าย ขอให้ประชาชนรับยาจากแหล่งที่ถูกกฎหมาย เพื่อความปลอดภัยของตนเอง และควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร หากผู้บริโภคพบเห็นหรือมีเบาะแสการนำเข้าหรือขายยาที่ผิดกฎหมายหรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา สามารถแจ้งหรือร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. โทร1556  หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai

*******************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 5  สิงหาคม  2565 / ข่าวแจก 154  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1555
  
4 สิงหาคม 2565บทแถลงข่าวnullYes8/4/20228/4/20238/23/2022 9:18 AM8/4/2022แถลงข่าว 272565

     

     สืบเนื่องจาก กก.4 บก.ปคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแสจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่ามีการลักลอบขายยากลุ่มรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ผ่านสื่อออนไลน์ผิดกฎหมายจำนวนมาก 
ซึ่งยาในกลุ่มนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนตำรับจาก อย. และผ่านการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน รวมถึงการใช้ยาดังกล่าวต้องได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหรือผลกระทบกับสุขภาพของผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ทำการสืบสวน พบว่ามีการขายยาผ่าน
สื่อออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ให้สายลับทำการสั่งซื้อยาดังกล่าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย (เฟซบุ๊ก,อินสตาแกรม,ฯลฯ)  จำนวน 2 ร้าน เมื่อได้ผลิตภัณฑ์มาแล้วจึงได้ทำการตรวจสอบเพิ่มเติม ทราบว่าตัวยาจากทั้ง 2 ร้าน ได้ถูกจัดส่งจากสถานที่เดียวกัน เป็นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่
เขตวังทองหลาง ซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นสถานที่จัดเก็บและกระจายสินค้า เจ้าหน้าที่จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อ
ขออนุมัติหมายค้นจากศาลอาญา เข้าตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวในซอยลาดพร้าว 80/3 แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นพบผลิตภัณฑ์ยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ดังนี้

      1. ยา Monulpiravir ขนาด 200 มก. ยี่ห้อ Mylan จำนวน 1351 กล่อง

     2. ยา Monulpiravir ขนาด 200 มก. ยี่ห้อ Azista จำนวน  200 กล่อง  

     3. ยา Monulpiravir ขนาด 200 มก. ยี่ห้อ XENON จำนวน  300 กล่อง

     4. ยา Favipiravir  ขนาด 400 มก. ยี่ห้อ XENOn จำนวน 270 กล่อง

     รวมของกลางมูลค่าประมาณ 9,500,000 บาท โดยมีนางสาวฉลวยรัตน์ (สงวนนามสกุล) รับว่าเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ยาข้างต้นมีไว้เพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า จึงได้เชิญตัวไปพบพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. และแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 และยึดผลิตภัณฑ์ยาดังกล่าวไว้เป็นของกลาง

     ต่อมาได้ทำการสืบสวนขยายผลจนทราบแหล่งที่มาและสถานที่จัดเก็บและกระจายยาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด  ต่อมาในวันที่ 2 สิงหาคม 2565 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่จาก อย. ร่วมกันนำหมายค้นของศาลอาญาตลิ่งชันจำนวน
2 หมาย เข้าตรวจค้นบ้านพักในพื้นที่ซอยราชพฤกษ์ 9 แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
ผลการตรวจค้นพบผลิตภัณฑ์ยากลุ่มยารักษาผู้ติดเชื้อโควิด 19 และยาอื่น ๆ ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจำนวน 8 รายการ ประกอบด้วย

  1. ยา FAVIKAST           ขนาด 400 มก.            จำนวน 20 กล่อง
  2. ยา MOLAZ              ขนาดบรรจุ 40 เม็ด       จำนวน 30 กล่อง
  3. ยา REDEMSIVIR        100 mg/vial              จำนวน 7   กล่อง
  4. FABIS SPRAY                                       จำนวน 75 กล่อง
  5. ยา MOLNATRIS        ขนาด 200 มก.            จำนวน 82 กล่อง
  6. ยา MOLUZEN          ขนาด 200 มก.            จำนวน 33 กล่อง
  7. MOLCOVIR             ขนาด 200 มก.            จำนวน  3 กล่อง
  8. FERAVIR                 ขนาด 200 มก.            จำนวน 10 กล่อง

              รวมมูลค่าของกลางประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งขณะตรวจค้น พบนายประเสริฐ  ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1514/2565 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565 แสดงตนเป็นเจ้าบ้านและเจ้าของยาดังกล่าว จึงได้จับกุมตัวนายประเสริฐ ตามหมายจับและตรวจยึดยาข้างต้นเป็นของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ. โดยผู้ต้องหาให้การว่ายาดังกล่าวสั่งซื้อมาจากประเทศอินเดียผ่านตัวแทนขายโดยกลุ่มผู้นำเข้าไม่เคยมีความรู้หรือใบประกอบวิชาชีพทางเภสัชกรรมแต่อย่างใด

    ต่อมาในวันที่ 3 สิงหาคม 2565 ได้ขยายผลจับกุมผู้ค้ารายย่อยในขบวนการดังกล่าวได้อีก 1 ราย คือนางสาว ขนิษฐา (สงวนนามสกุล) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1516/2565 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2565
    ส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.

กระทำของผู้ต้องหาทั้งสองรายดังกล่าวเป็นความผิดตาม  

  1. พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12 ฐาน "ขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต" ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท  
  2. พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4) "ขายยาที่ไม่ขึ้นทะเบียนตำรับยา" ต้องระวางโทษจำคุก    ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

      นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการประสานทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค 
(บก.ปคบ.) ในการสืบหาแหล่งขายยาโมลนูพิราเวียร์ที่ผิดกฎหมายทางสื่อออนไลน์  พบมีการลักลอบนำเข้า
ยาที่ใช้รักษาโควิด-19 เช่น Molnupiravir , Favipiravir , Remdesivir สเปรย์พ่นจมูกที่มีส่วนประกอบของ Nitric Oxide ฯลฯ โดยยาดังกล่าวลักลอบนำเข้าโดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต ไม่ผ่านการตรวจสอบจากด่านอาหารและยา  และเป็นยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ไม่ผ่านการพิจารณาเรื่องคุณภาพ ประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยา โดยปฏิบัติการครั้งนี้ได้จับกุมเครือข่ายลักลอบขายยารักษาโควิดได้จำนวน 3 ราย 
ผลการจับกุมได้ของกลางที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาทั้งหมดรวมกว่า 2,300  กล่อง ประมาณ 80,000 เม็ด 
มีมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท โดยผู้ต้องหารู้จักกับคนอินเดียให้ช่วยซื้อให้และส่งมาจากประเทศอินเดีย ลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทย ส่วนใหญ่ลักลอบนำเข้าผ่านทางด่านศุลกากรไปรษณีย์ แจ้งวัฒนะ ทั้งนี้ มียาบางส่วนที่ผู้ต้องหาหิ้วติดตัวทยอยนำเข้า โดยทำมาแล้วประมาณ 2 เดือน

     ขอเรียนพี่น้องประชาชนว่าไม่ควรซื้อยาออนไลน์กินเอง ยาโมลนูพิราเวียร์ เป็นยาควบคุมพิเศษ ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและสั่งจ่ายยาโดยแพทย์ถึงจะมีความปลอดภัย ต้องเลิกคิดซื้อมาตุนสำรองไว้ที่บ้าน 
โรคโควิดต้องให้แพทย์รักษา กินยาตามแพทย์สั่ง   หากประชาชนซื้อยาดังกล่าวไปรับประทานเอง  อาจได้ยาปลอมที่ไม่มีตัวยาสำคัญหรือยาที่ไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาโควิด-19 ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและอาจก่อให้เกิดเชื้อดื้อยาได้   ผู้ป่วยโควิดตอนนี้หากติดเชื้อควรไปพบแพทย์ ขอย้ำว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ยาต้านไวรัสโมลนูพิราเวียร์หรือฟาวิพิราเวียร์ ขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์  

     พล.ต.ท.จิรภพ  ภูริเดช ผบช.ก. ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่า ควรใช้ความระมัดระวัง
ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ยาเพื่อรักษาโรคโควิด-19 และยาอื่น ๆ เนื่องจากยาเป็นปัจจัยพื้นฐานอย่างแรกที่ประชาชนจะเข้าถึงเพื่อใช้รักษาอาการเจ็บป่วย หากได้รับยาที่ไม่มีคุณภาพอาจเกิดการดื้อยา, ไม่หายจากการเจ็บป่วยและเสี่ยงแพร่เชื่อไปยังผู้อื่นซึ่งส่งผลถึงชีวิตได้ และขอเตือนผู้ที่ลักลอบขายยารักษาโควิด-19 ที่ไม่ได้รับอนุญาต  ให้หยุดการกระทำดังกล่าวทันที เนื่องจากการขายยาออนไลน์ยังเป็นความผิดอยู่ และต้องรับโทษทั้งปรับและจำคุก หากตรวจพบจะดำเนินคดีถึงที่สุด เพราะท่านกำลังทำให้ผู้ป่วยโควิดหรือผู้ที่ต้องการใช้ยาดังกล่าวได้รับความเสี่ยงจากการใช้ยาและเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็น
การกระทำความผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค หรือแจ้งสายด่วน อย. 1556  อีเมล์ 1556@fda.moph.go.th

 

************************************

                         วันที่เผยแพร่ข่าว  4 สิงหาคม 2565 แถลงข่าว 27 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

"การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน"

1554
  
3 สิงหาคม 2565 ข่าว อย.nullYes8/3/20228/3/20238/13/2022 1:47 PM8/3/2022ข่าวแจก 1532565

​            เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เป็นประธานเปิดการอบรม "โครงการพัฒนาสมรรถนะพนักงานเจ้าหน้าที่งานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในการสืบสวนประมวลหลักฐาน" ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 - 4 สิงหาคม 2565 ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างศักยภาพให้เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เพิ่มทักษะในการปฏิบัติงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพหลังออกสู่ตลาด การสืบสวนประมวลหลักฐาน ดำเนินคดีผู้กระทำผิด ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหารและยา สามารถถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ให้แก่ทีมเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้สามารถปฏิบัติงานได้เช่นเดียวกัน ซึ่งจะทำให้ทีมงานมีประสิทธิภาพในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

        การเพิ่มพูนความรู้และเสริมทักษะครั้งนี้ จะช่วยให้ระบบกำกับดูแลผลิตภัณฑ์สุขภาพหลังออกสู่ตลาดมีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐานดียวกัน ประชาชนได้บริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัย มีคุณภาพ มาตรฐาน ตามเป้าหมายการพัฒนางานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ดั่งปณิธานของ อย. "Smart อย. รวดเร็ว ปลอดภัย นำไทยสู่สากล"

******************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 3 สิงหาคม  2565  ข่าวแจก 153 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1553
  
3 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/3/20228/3/20238/13/2022 1:47 PM8/3/20221522565

     สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบผลิตภัณฑ์ 5 ชนิด ได้แก่

     1.ผลิตภัณฑ์สติ๊กเกอร์ปุ่มท้องยาจีนโบราณ ลดน้ำหนักได้ในขณะนอนหลับ! ลดไขมันง่าย ๆ ๆไม่ออกกำลังกาย หรืออดอาหาร บอกลาพุงใหญ่

     2.ผลิตภัณฑ์แชมพู ผมขาวกลายเป็นผมดำ ไม่มีผมหงอกตลอดชีวิต เห็นผลใน 3 วัน

     3.ผลิตภัณฑ์แผ่นแปะเท้าสมุนไพร ลดไขมันง่ายๆ บอกลาพุงใหญ่ ใช้ได้ทั้งชายและหญิง

     4.ผลิตภัณฑ์ยาหยอดตา แก้ปัญหาสายตา ต้อกระจก ต้อหิน เห็นผลดีในครั้งเดียว หายขาดไม่เกิดซ้ำ

     5.ผลิตภัณฑ์สเปรย์ริดสีดวงทวาร กำจัดริดสีดวงง่าย ๆ อย่างรวดเร็วแค่ 7 วัน

     ตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีการแอบอ้างใช้ภาพถ่ายของแพทย์ ตลอดจนชื่อและโลโก้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำไปตัดต่อ ดัดแปลง เติม และใช้ถ้อยคำโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยไม่สมควร ไม่ได้รับอนุญาตโฆษณาและไม่ได้ขออนุญาตผลิตภัณฑ์กับ อย. ทั้งนี้ อย. จะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่โฆษณาผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมายต่อไป

 

ข้อแนะนำ

     ขอเตือนผู้บริโภคให้รู้เท่าทันการโฆษณาและอย่าหลงเชื่อซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมาใช้ เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายอย่างคาดไม่ถึง ทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบข้อมูลการขออนุญาตผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.fda.moph.go.th หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai หากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าจะไม่ปลอดภัย ขอให้แจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

 

***********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว 3  สิงหาคม 2565  ข่าวแจก 152  / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1552
  
2 สิงหาคม 2564ข่าว อย.nullYes8/2/20228/2/20238/11/2022 12:57 PM8/2/2022ข่าวแจก 1512565

จากกรณีที่มีสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ามีการเรียกคืนผลิตภัณฑ์ Banana Boat Hair and Scalp Sunscreen Spray SPF 30  3 รุ่นการผลิต ได้แก่ 20016AF (วันหมดอายุเดือนธันวาคม 2022)
20084BF (วันหมดอายุเดือนกุมภาพันธ์ 2023)  และ 21139AF (วันหมดอายุเดือนเมษายน 2024) เนื่องจากตรวจพบการปนเปื้อนสารเบนซีน (Benzene) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่มีผู้มาดำเนินการขอจดแจ้งเพื่อทำการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว รวมทั้ง
ไม่พบว่ามีการนำเข้าสินค้าผ่านด่านอาหารและยาเข้ามาในประเทศไทยแต่อย่างใด ขอให้ผู้บริโภควางใจ

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ตามที่เป็นข่าว เป็นผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดที่ใช้กับเส้นผมและหนังศีรษะ รูปแบบสเปรย์ฉีดพ่นอัดก๊าซ ตรวจพบสารเบนซีน (Benzene CAS No. 71-43-2) ซึ่งจัดเป็นสารก่อมะเร็ง และเป็นสารห้ามใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเครื่องสำอาง หากผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางตรวจพบการปนเปื้อนของสารดังกล่าว จะเข้าข่ายเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ผู้ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายจะต้องโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ขายเครื่องสำอางที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ ต้องโทษจำคุก
ไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เพื่อความปลอดภัย เภสัชกรวีระชัย นลวชัย รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ห่วงใยผู้บริโภคจึงขอแนะในการเลือกซื้อเครื่องสำอางขอให้เช็คร้านค้าต้องมีหลักแหล่ง น่าเชื่อถือ  อ่านฉลากภาษาไทยให้ละเอียด ปฏิบัติตามวิธีใช้และ
คำเตือนอย่างเคร่งครัด หากไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางนั้นขออนุญาตจาก อย. แล้วหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ที่คิวอาร์โค้ดนี้ หรือตรวจสอบได้ที่ www.fda.moph.go.th Line @FDAThai Facebook: FDAThai กรณีพบความผิดปกติหรือมีข้อสงสัยติดต่อสายด่วน อย. 1556

                            ******************************************************      

วันที่เผยแพร่ข่าว 2 สิงหาคม 2565  ข่าวแจก 151 / ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

 

 

1551
  
1 สิงหาคม 2565ข่าว อย.nullYes8/1/20228/1/20238/10/2022 9:52 AM8/1/20221502565

วันนี้ (1 สิงหาคม 2565) ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน FDA Smart Life "อย. ของ่าย ปลอดภัย ได้ที่บ้าน" โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการให้บรรลุวิสัยทัศน์การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยงบูรณาการ รวมทั้งการพัฒนาเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนของหน่วยงานรัฐ ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงได้ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนา อย. สู่องค์กรดิจิทัล (FDA Digital Transformation) ด้วยการปรับรูปแบบการทำงานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร โดยเฉพาะการให้บริการขออนุญาตต่าง ๆ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก
แก่ประชาชน ผู้ประกอบการธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพทุกระดับ

          อย. จึงมุ่งมั่น พัฒนา นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาระบบงานต่าง ๆ สำหรับให้บริการประชาชน และผู้ประกอบการ ผ่านระบบออนไลน์แบบครบวงจร เพื่อรองรับนโยบายการเป็น Smart อย. "รวดเร็ว ปลอดภัย นำไทยสู่สากล" โดยขณะนี้ อย. ได้พัฒนาระบบการให้บริการอนุญาตผ่านระบบสารสนเทศ (FDA Smart Licensing) ที่ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการโดยไม่ต้องเดินทางมาที่ อย. ภายใต้แนวคิด "อย. ของ่าย ปลอดภัย ได้ที่บ้าน" ประกอบด้วย

          1) ผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ การยื่นจดทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร  การยื่นแจ้งรายละเอียดอาหารเสี่ยงต่ำ เช่น น้ำบริโภค อาหารขบเคี้ยว ขนมอบ เป็นต้น

          2) ผลิตภัณฑ์ยา ได้แก่ จดแจ้งเภสัชเคมีภัณฑ์ เช่น เภสัชเคมีภัณฑ์ที่เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตยา เป็นต้น

          3) ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ได้แก่ การยื่นขอจดแจ้งเครื่องสำอาง การต่ออายุใบรับจดแจ้งเครื่องสำอาง เช่น สบู่ แชมพู ครีมนวดผม ลิปสติก แป้งทาหน้า เป็นต้น

          4) ผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ ได้แก่ การยื่นขอจดแจ้งเครื่องมือแพทย์ในระดับความเสี่ยงประเภทที่ 1 เช่น Examination gloves, Disposable Syringe, Thermometer เป็นต้น

          5) ผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ได้แก่ การขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์วัตถุอันตราย ขออนุญาตสถานที่วัตถุอันตราย การต่ออายุเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทุกประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง เป็นต้น

          6) ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ได้แก่ การขออนุญาตผลิตภัณฑ์สมุนไพร ประเภทยาจากสมุนไพร ทั้งยาสมุนไพรเดี่ยว และยาตำรับ ซึ่งอ้างอิงจากที่ประกาศกำหนดให้เป็น positive list เช่น ยาประสะไพล ยาหอมเทพจิตร
ยาขมิ้นชัน ยาฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

          7) งานด่านอาหารและยา ได้แก่ การขอนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพในกรณีเกิดภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ (ยา เครื่องมือแพทย์) การขอนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพเพื่อเป็นตัวอย่างหรือเพื่อจัดนิทรรศการ (อาหาร เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์)

โดยผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอและเอกสารออนไลน์ (e-Submission) ยื่นชำระค่าคำขอและค่าบริการ (e-Payment) และการออกใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมลง FDA Digital Signature (e-License) เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลต่อไป

***********************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  1  สิงหาคม  2565 / ข่าวแจก 150  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565

1550
  
20 กรกฎาคม 2565ข่าว อย.nullYes7/20/20227/20/20238/5/2022 12:56 PM7/20/2022ข่าวแจก  1492565

นายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาโรคโควิด-19 มีการใช้ยาที่เกี่ยวข้องหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือกลุ่มยาต้านไวรัส ซึ่งปัจจุบันได้มีการขึ้นทะเบียนกับ อย. จำนวนหลายทะเบียน โดยเกือบทั้งหมดเป็นบริษัทเอกชน ได้แก่ ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) 3 ทะเบียน ยาเรมเดซีเวียร์ (Remdesivir) 5 ทะเบียน ยาแพกซ์โลวิด (Paxlovid) 1 ทะเบียน ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) 2 ทะเบียน และมียาที่นำเข้าโดยองค์การเภสัชกรรมเพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ บริษัทเอกชนทั้งหมดที่มาขึ้นทะเบียนและเป็นผู้นำเข้ายาจะสามารถจำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนได้ เช่น ยาเรมเดซีเวียร์ที่ขึ้นทะเบียนโ

ดยบริษัทเอกชน 5 บริษัท ได้มีการจำหน่ายยาให้กับโรงพยาบาลเอกชนสำหรับผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยไม่มีการปิดกันหรือผูกขาดการนำเข้ายาแต่อย่างใด และล่าสุด ทาง อย. ยังได้มีประกาศเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถจำหน่ายยาไปยังคลินิกเวชกรรมได้อีกด้วย เป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงการรักษาและการรับยาเพิ่มเติมของประชาชน

**************************************************

วันที่เผยแพร่ข่าว  20 กรกฎาคม  2565 / ข่าวแจก 149  ปีงบประมาณ พ.ศ.2565

1 - 30Next